พระราชดำรัสเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เรื่อง : แนวโน้มการจัดการเรียนการสอนเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า
ณ โรงแรม บีพี สมิหลา จังหวัดสงขลา วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๒

"การศึกษาคือการพัฒนาคนพัฒนาชาติให้คนมีความรู้ที่จะสามารถสร้างคนให้มีฐานะ
ทางเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้น สร้างชาติให้มีความสุขและรุ่งเรืองได้"
"ในด้านความเสมอภาคทางด้านการศึกษานั้น สมัยโบราณการเรียนการสอนเป็นไปได้
ตามหมู่คณะและวงศ์ตระกูล หรือบางคนหวงวิชา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมให้เกิดการศึกษามวลชน มีพระราชประสงค์ให้คนทั่วไป
ได้มีโอกาสเรียนรู้เสมอกัน ไม่ว่าลูกท่านหรือลูกชาวนาหรือใครๆ ก็ตาม ทรงใช้คำว่าเสมอกัน มีพระราชดำรัสเช่นนี้ พระราชดำรัสประถมศึกษาจึงเกิดขึ้นในรัชกาลต่อมา"

"การศึกษาคือการพัฒนาคนพัฒนาชาติให้คนมีความรู้ที่จะสามารถสร้างคนให้
มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้น สร้างชาติให้มีความสุขและรุ่งเรืองได้"

"ปัจจุบัน สถานศึกษาของเรามีเด็กมาก การศึกษาที่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง
คงทำลำบากขึ้น ที่สำคัญและควรเน้นหนักกันก็คือ ต้องส่งเสริมนักเรียน
เรื่องการค้นคว้าหาความรู้"

"สมัยนี้หาความรู้ทางอินเทอร์เน็ตได้ด้วย ครูจึงน่าจะไปตรวจดูก่อนว่า เรื่องที่จะกำหนด
วางแผนให้พูดในชั้นเรียนนั้น มีเว็บไซต์อะไรบ้างที่จะส่งเสริมการสนทนาในชั่วโมงนั้น ต้องตั้งข้อสังเกตว่าเว็บไซต์นั้นเป็นอย่างไร เพราะในเรื่องเดียวกันจะมีหลายเว็บไซต์ แต่ละ
เว็บไซต์จะมีข้อเด่น ข้อด้อยต่างกันออกไป นอกจากนี้ถึงจะมีเครื่องมีในการค้นหา
(Search Engine) อยู่หลายชนิดก็ตาม ครูก็จะต้องมีความรู้ที่ดีในเนื้อหาที่จะค้นด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์และน่าจะมีความรู้ภาษาอังกฤษที่ดีพอ
ทั้งครูและนักเรียน เพราะเว็บไซต์เหล่านี้ภาษาอังกฤษจะมีมากกว่าภาษาไทย ในการสอนนั้นน่าจะให้เด็กได้ออกความคิดได้"

"ครูจะต้องมีทั้งความรู้เนื้อหาที่แม่นยำ ถูกต้อง ทันสมัย และมีวิธีการสอนที่น่าสนใจ ชวนให้ติดตาม รวมทั้งต้องมีคุณธรรมที่ครูพึงมีต่อนักเรียน เช่นความเมตตากรุณา
ความเอื้ออาทร ความเอาใจใส่ในการสอน ความอดทน เป็นต้น ให้สมกับที่ถือกันว่า
ครูบาอาจารย์เป็นที่ ๒ รองจากบิดามารดา"

 

เรื่อง : เทคโนโลยี นวัตกรรม กับการพัฒนาประเทศ
ณ ศูนย์ประชุม สหประชาชาติ กรุงเทพฯ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๒

"ทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสมัยนี้ การที่จะได้มานั้นนับวันยิ่งต้องใช้ทุนทรัพย์
หรืองบประมาณมากขึ้น ฉะนั้นผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจึงมีภาระหนักที่จะต้องคิดว่า
ประเทศเราไม่ได้ร่ำรวย ควรจะสละรายได้ประชาชาติกี่เปอร์เซ็นต์ในการวิจัยทาง
วิทยาศาสตร์ และควรจะเป็นการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) หรือการวิจัย
ประยุกต์ (Applied Research) ซึ่งจะเป็นส่วนที่เอาผลการศึกษามาใช้ได้ไว เกิด
ประโยชน์ ก่อกำไรได้เลย ควรจะเอาอย่างละสักกี่เปอร์เซ็นต์ บางอย่างก็มีคนอื่นที่ชำนาญ
กว่ารวยกว่าผลิตงานวิจัยพื้นฐานไว้แล้ว เราก็ไม่ต้องวิจัย หรือว่าถ้าไปเอางานวิจัยพื้นฐาน
ของผู้อื่น บางทีเขาก็คิดเงินแพง หรือไม่ให้เลย หรือบีบบังคับด้วยประการต่างๆ หรือจัดการเอาวัตถุดิบของเราไปทำวิจัย แต่จดทะเบียนเป็นของตนเอง หรือมีวิธีบีบคั้น
ต่างๆ เราเองควรต่อสู้ หรือทำเองได้แค่ไหน ทำมากเกินไปก็พัง ความสมดุลจึงเป็นหน้าที่
ที่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาตัดสินดีๆ"



เรื่อง : เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ
ณ โรงแรม อิมพีเรียล กรุงเทพฯ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙

"คนบางคนนั้นอาจมีความสามารถน้อยหรือมากไม่เท่ากัน แต่ว่าที่สำคัญที่สุดคือ โอกาส เช่น โอกาสในการศึกษานั้นเป็นเรื่องทีสำคัญที่สุด ควรจะเปิดโอกาส แต่ว่าความสามารถของคนที่จะรับโอกาสที่เปิดให้นั้นอาจจะไม่เท่ากัน แต่โอกาสก็ควร
ที่จะให้เท่าเทียมกัน"

home

 

next