Circulation 1

 

รายวิชา ว 43206

ชีววิทยา

ระดับชั้น ม. 6

ใบความรู้ที่ 3.1

เรื่อง

การลำเลียงสารในร่างกายของสัตว์

ใช้ประกอบ

แผนย่อยที่ 3.1

               

ระบบลำเลียงสารประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเนื้อเยื่อของร่างกายทั้งหมด

                ระบบลำเลียงสารมีความจำเป็นในสัตว์ พวกที่ร่างกายของมันมีขนาดใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่สารเคมีสำหรับชีวิตจะส่งไปถึงโดยวิธีการแพร่แต่เพียงอย่างเดียว     การแพร่ไม่เพียงพอสำหรับขนส่งสารเคมีต่างๆ ในระยะทางที่ไกลกว่าความกว้างของเซลล์ 1-2 เซลล์    เช่นระยะทางที่ออกซิเจน จะเดินทางระหว่างปอดกับสมอง   หรือระยะทางจากสารอาหารต้องไป ระหว่างลำไส้เล็กกับกล้ามเนื้อในแขนหรือขา  ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกล  ถ้าไม่มีระบบลำเลียงสาร    เซลล์เกีอบทุกเซลล์ ในร่างกาย จะตายอย่างรวดเร็วจากการขาดออกซิเจน

                ระบบลำเลียงสารที่มีประสิทธิภาพต้องมีความใกล้ชิดแนบสนิทกับเนื้อเยื่อ ในร่างกายของคน เช่น หัวใจ สูบฉีดเลือดซึ่งได้รับออกซิเจนจากปอด ผ่านระบบเลือดเข้าไปในหลอดเลือดเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า หลอดเลือดฝอย  (capillaries)    หลอดเลือดฝอยสร้างร่างแหที่ซับซ้อน ระหว่างเซลล์ เนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงไม่มีสารที่ต้องแพร่ไปไกลเพื่อเข้าหรือออกจากเซลล์    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                                            ภาพที่   3.1    หลอดเลือดฝอยในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                           Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 466                     

                                                                                                2

 

ในภาพที่ 3.1  แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง หลอดเลือดฝอย และเนื้อเยื่อร่างกายของเรา

หลอดเลือดฝอยทำหน้าที่โดยเฉพาะคือ การจัดหาออกซิเจนบริสุทธิ์   เป็นเลือดที่เต็มไปด้วยสารอาหารไปยังเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ    (โครงสร้างรูปวงรีที่อยู่นอกหลอดเลือดฝอยมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงเล็กน้อยคือ นิวคลีไอของเซลล์กล้ามเนื้อ)    ให้สังเกตจะพบว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง เคลื่อนเป็นแถวเรียงเดี่ยวขณะผ่านหลอดเลือดฝอย    เซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ละเซลล์จะเข้ามาชิดกับเนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบ ซึ่ง O2  สามารถผ่านออกมา  แล้วเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                            ภาพที่ 3.2   การแพร่ระหว่างเลือดกับเซลล์เนื้อเยื่อ

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 466                    

 

                ในภาพที่  3.2   ลูกศรชี้ลงแสดงเส้นทางว่าโมเลกุล เคลื่อนโดยการแพร่จากเลือดเข้าไปในเซลล์เนื้อเยื่อ เราเคยศึกษามาว่า สารจะไม่แลกเปลี่ยนโดยตรง ระหว่างเลือดกับเซลล์ร่างกาย     เซลล์ร่างกาย

แต่ละเซลล์จะจุ่มในของไหลระหว่างเซลล์ที่เป็นน้ำ  โมเลกุลของสาร เช่น O2 (จุดแดง , ในภาพ) และสารอาหาร (จุดสีส้ม ) เริ่มแพร่ออก จากหลอดเลือดฝอย เข้าไปในของไหลระหว่างเซลล์

และแพร่จากของไหลระหว่างเซลล์ เข้าไปยังเซลล์เนื้อเยื่อ

                ระบบลำเลียงสารมีหน้าที่สำคัญหลายประการ ในการเพิ่มการขนส่ง O2 และอาหาร    มันจะนำของเสียจากกระบวนการเมเทบอริซึม ไปยังอวัยวะกำจัดของเสีย   นำ CO2 ไปที่ปอด และของเสียอื่น ๆ

 

                                                                                                3

 

ไปที่ไต    ภาพลูกศรชี้ขึ้น ในภาพที่  3.2   แทนการแพร่ของโมเลกุลของของเสีย ออกจากเซลล์เนื้อเยื่อผ่านของไหลระหว่างเซลล์ และเข้าไปยังหลอดเลือดฝอย    ระบบหมุนเวียนสารมีบทบาทในการรักษาสิ่งแวดล้อมภายใน หรือภาวะธำรงดุล (homeostasis) ของร่างกายด้วย โดยการแลกเปลี่ยนโมเลกุลของสาร กับของไหลในเซลล์      ระบบหมุนเวียนสารช่วยควบคุมการสร้าง สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เซลล์ดำรงชีวิตอยู่ได้     ระบบลำเลียงสารช่วยควบคุมการทำหน้าที่ของเลือด        โดยการนำเลือด เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องผ่านอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ และไต ที่ควบคุมเนื้อสารที่บรรจุอยู่ในเลือด       ซึ่งจะได้กล่าวในภายหลังเกี่ยวกับระบบเลือดถูกนำเข้าไปพัวพันกับแนวต้านทานโรค    การควบคุมอุณหภูมิ และ

การลำเลียงฮอร์โมน

 

วิวัฒนาการของรูปแบบของการขนส่งหรือการลำเลียงสารในสัตว์

ไม่ใช่สัตว์ทั้งหมดที่จะมีระบบลำเลียงสารเหมือนกับเรา สัตว์พวก Cnidarians เช่น ไฮดรา และ แมงกะพรุน ไม่มีระบบลำเลียงสารที่แท้จริง นั่นคือ ไม่มีระบบอวัยวะพิเศษสำหรับขนส่งภายในร่างกายผนังร่างกายของไฮดรา มีความหนาเพียง 2-3 เซลล์    ดังนั้นเซลล์ทั้งหมดจึงแลกเปลี่ยนสารโดยตรงกับ น้ำที่อยู่รอบ ๆ ตัวสัตว์ หรือกับน้ำในช่องแกสโทรวาสคิวลาร์    น้ำจะผ่านเข้าไปทางปาก และหมุนเวียนในช่องแกสโทรวาสคิวลาร์   และผ่านกลับออกทางปาก    ไฮดราไม่มีเลือด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 3.3   ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ในแมงกะพรุน

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 467    

                                                                                4

 

ภาพที่ 3.3   แมงกะพรุนมีช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ที่ละเอียด พร้อมด้วยรัศมีที่แตกเป็นแขนง

เชื่อมไปมากับท่อวง ( circular canal)    เซลล์เยื่อบุผิวชั้นในของแมงกะพรุนแตกแขนงถึงแฟลกเจลลาซึ่งช่วยโบกพัด ให้เกิดการหมุนเวียนของของไหลในช่องแกสโทรวาสคิวลาร์     การย่อยอาหารปรากฏในช่องแกสโทรวาสคิวลาร์    และในเซลล์บุผิวชั้นในมีทิศทางเข้าใกล้กับสารอาหาร   และสารอาหารมีระยะทางสั้นที่จะแพร่ไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย  การแพร่ของสารอาหารสู่เซลล์จึงเกิดขึ้นได้

                พลานาเรีย และหนอนตัวแบน    ส่วนมากมีช่องแกสโทรวาสคิวลาร์    ที่จะแลกเปลี่ยนสารกับสิ่งแวดล้อมผ่านช่องเปิดช่องเดียว     ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์เตรียมไว้ พอเพียงในการขนส่งภายใน สำหรับพวกสัตว์ที่มีลำตัวแบน และบาง   แต่มันไม่พอเพียงสำหรับสัตว์ที่มีลำตัวหนามีเนื้อเยื่อหลายชั้น เช่น สัตว์มีระบบลำเลียงสารที่แท้จริง จะมีของไหลหมุนเวียนพิเศษ คือ เลือด ( blood)

                สองรูปแบบพื้นฐานของระบบหมุนเวียนสารที่มีวิวัฒนาการมาในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

ส่วนมาก   รวมทั้งพวกมอลลัสก์ส่วนมาก และพวกแมลงทั้งหมด  มีระบบลำเลียงที่เรียกว่า ระบบลำเลียงแบบวงจรเปิด ( open circulatory syetem)  ที่เรียกว่าระบบวงจรเปิดเพราะ เลือดถูกสูบฉีดผ่านหลอดเลือดที่ปลายตัน และเปิดออกมาระหว่างเซลล์    ไม่มีข้อแตกต่างกันระหว่างเลือด และของไหลระหว่างเซลล์

 

 

 

 

 

 


                                                                                               

 

 

ภาพที่ 3.4   ระบบลำเลียงวงจรเปิดในตั๊กแตน

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 467    

 

                ภาพที่ 3.4  ในแมลง เช่น ตั๊กแตน การสูบฉีดของท่อที่ทำหน้าที่เป็นหัวใจจะขับเลือดเข้าไปในส่วนหัว และส่วนที่เหลือไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย (ลูกศรสีเหลือง)   สารอาหารแพร่จากเลือดตรงไป

                                                                                                5

 

ยังเซลล์ร่างกาย โดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ   ทำให้ของไหลเคลื่อนไปทางส่วนหาง(ส่วนท้าย)    

เมื่อหัวใจคลายตัว เลือดจะไหลกลับ  (ตามลูกศรสีเขียว)    ไหลผ่านรู (pores) ที่มีอยู่หลายรู     แต่ละรู

จะมีลิ้น(valve)     ลิ้นจะปิดเมื่อหัวใจบีบตัว   ป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ

สัตว์มีกระดูกสันหลัง รวมทั้งคน มีระบบลำเลียงสารแบบปิด  (closed circulatory system)

มักเรียกว่า ระบบลำเลียงสารผ่านหัวใจ  (cardiovascular system)   เพราะประกอบด้วยหัวใจและร่างแหที่มีลักษณะคล้ายท่อ  (จากภาษากรีก   kardia,   heart    และลาติน   vas,  vessel)    เลือดถูกจำกัดอยู่ ในท่อเลือด     ซึ่งมีหลอดเลือดรักษาระยะทางของมันจากของไหลระหว่างเซลล์     มีหลอดเลือด 3 ชนิด  ในระบบการลำเลียงแบบวงจรปิด  ได้แก่   หลอดเลือดแดง ( arteries) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย      หลอดเลือดดำ(veins) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ และหลอดเลือดฝอยนำเลือดระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำภายในอวัยวะ     หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำถูกเรียกชื่อโดยใช้ทิศทางการไหลของเลือด ไม่ใช่โดยคุณภาพของเลือดที่บรรจุอยู่

                ดังนั้นหลอดเลือดแดงส่วนมาก จึงนำเลือดที่มีออกซิเจนสูง    และหลอดเลือดดำส่วนมากนำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำ     แต่มีข้อยกเว้นที่สำคัญ   คือมีหลอดเลือดแดง  จำนวน 2 หลอด ที่เรียกว่า

หลอดเลือดแดงพัลโมนารี ( pulmonary arteries)  นำเลือดที่มี O2 ต่ำ จากหัวใจไปสู่ปอดเพื่อฟอก    และมีหลอดเลือดดำพัลโมนารี  ( pulmonary veins)  จำนวน  4  หลอด ซึ่งนำ O2 บริสุทธิ์ จากปอดเข้าสู่หัวใจ

                ระบบลำเลียงสารผ่านหัวใจ ( cardiovascular sytem) ของปลา  เป็นแบบระบบวงจรปิด

ดังภาพที่  3.5  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                                                                                                6

 

       ภาพที่ 3.5   ระบบลำเลียงสารแบบปิดในปลา

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 467    

 

หัวใจของปลา มี 2 ห้อง ( chambers)     คือ ห้องบนของหัวใจ  (atrium , พหูพจน์ atria) รับเลือดจากหลอดเลือดดำ และห้องล่างของหัวใจ (ventricle)  สูบฉีดเลือดไปยังเหงือกโดยทางหลอดเลือดแดงใหญ่       ในภาพ 3.5   ระบบวงจรปิดในปลา   สีแดงแทนเลือดที่มี O2 สูง   สีน้ำเงินแทนเลือดที่มี O2 ต่ำ เลือดหลังจากการผ่านเหงือกเป็นเลือดที่มี O2  สูง    จะไหลผ่านเข้าไปในหลอดเลือดแดงใหญ่      แล้วแตกแขนงไปเป็นหลอดเลือดแดงเล็ก ( arterioles)       หลอดเลือดแดง เล็กเหล่านี้ ไปสู่หลอดเลือดฝอย

( capillaries)     ร่างแหของหลอดเลือดฝอย เรียกว่า แผงหลอดเลือดฝอย ( capillary beds) ซึ่งมีอยู่ใน

ทุก ๆ อวัยวะและเนื้อเยื่อของร่างกาย     ผนังที่บางของหลอดเลือดฝอยจะยอมให้ สารเคมีสามารถ

แลกเปลี่ยน ระหว่างเลือดกับของไหลระหว่างเซลล์      หลอดเลือดฝอยจะรวมกันไปเป็นหลอดเลือดดำ (venules)   ซึ่งรวมตัวกันไปเป็นหลอดเลือดดำ (veins)  เพื่อนำเลือดกลับสู่หัวใจ

 

ระบบลำเลียงสารผ่านหัวใจของสัตว์ มีกระดูกสันหลัง สะท้อนถึงการวิวัฒนาการ

                การตั้งอาณานิคมบนบกของสัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นเหตุการณ์ตอนหนึ่งที่สำคัญของเรื่องราว ในประวัติของชีวิต   เป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับกลุ่มสัตว์  สัตว์มีกระดูกสันหลังที่อยู่ในน้ำ ปรับตัวเพื่อมามีชีวิตบนบก    อวัยวะเกือบ ทั้งหมดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่      หนึ่งในวิวัฒนาการ

มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง  คือการเปลี่ยนแปลงการหายใจจากเหงือก ไปสู่การสูดลมหายใจด้วยปอด และการเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งที่จะถูกเปลี่ยนไป ด้วยกันคือการเปลี่ยนแปลงในระบบลำเลียงสารที่ผ่าน

หัวใจ

                แผนภาพที่จะแสดงต่อไปนี้เปรียบเทียบ ระบบลำเลียงสารของปลา  และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์มีกระดูกสันหลังบนบกอื่น ๆ     สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก   สัตว์เลื้อยคลาน  และนก

มีปอดและระบบหมุนเวียนเลือดผ่านหัวใจที่ปรับตัวเพื่อมีชีวิตบนบก     ระบบลำเลียงสารของ

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลื้อยคลาน ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าระบบลำเลียงสารของนก  และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

 

 

 

                                                                                                7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


  

 

       ภาพที่ 3.6   ระบบลำเลียงสารผ่านหัวใจของปลา

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 468

 

ในภาพที่  3.6   แสดงปลามีวงจรไหลของเลือดวงจรเดียว    หัวใจของปลาจะรับเลือด และ

สูบฉีดเลือดที่มี O2  ต่ำเท่านั้น      หลังจากเลือดออกจากหัวใจ เลือดจะผ่านแผงหลอดเลือดฝอยที่เหงือก

เพื่อรับ O2      เลือดที่ไหลผ่านเหงือกจะช้าลงขณะที่ไหลผ่านหลอดเลือดฝอยเล็กๆ จำนวนมากที่เหงือก      มันจะได้รับการช่วยเหลือโดยอวัยวะอื่น ๆ   โดยการเคลื่อนไหว     โดยการว่ายน้ำ     มันจะส่ง O2 ไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย    โดยผ่านแผงหลอดเลือดฝอยหรือระบบหลอดเลือดฝอยของอวัยวะ  หรือเนื้อเยื่อนี้ก่อนจะไหลกลับไปที่หัวใจ

                สัตว์มีกระดูกสันหลังบนบก มีระบบลำเลียงสารที่ซับซ้อนยิ่งกว่าปลา   ซึ่งเป็นการเตรียมไว้เพื่อให้เลือดสามารถผ่านอวัยวะของสัตว์ที่มีความซับซ้อนยิ่งกว่าอวัยวะของปลาได้     ดังภาพที่ 3.7

 

 

 

                                                                                                8

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


   ภาพที่ 3.7  ระบบลำเลียงสารผ่านหัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 468    

 

ภาพที่ 3.7  แสดงหัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  มี 4 ห้อง ( chambers)  ห้องบนของหัวใจมี

จำนวน  2  ห้อง ( two atria )  และห้องล่างของหัวใจมีจำนวน 2 ห้อง ( two ventricles)     ให้สังเกตว่า

ด้านขวาของหัวใจสัตว์อยู่ทางซ้ายในแผนภาพ และด้านซ้ายของหัวใจอยู่ทางขวา   สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีวงจรเลือด 2 วงจร   แทนที่จะมีวงจรเดียวเหมือนกับที่พบในพวกปลา      ได้แก่  วงจรเลือดผ่านปอด

( pulmonary circuit)   นำเลือดระหว่างหัวใจกับ เนื้อเยื่อแลกเปลี่ยนแก๊สในปอด    และวงจรเชิงระบบ

(systematic circuit)   นำเลือดจากหัวใจและส่วนต่างๆ ของร่างกาย  รวมเป็น 2 วงจร  ด้านซ้ายของหัวใจ รับและสูบฉีดเลือดที่มี O2 สูงเท่านั้น     ขณะที่ด้านขวา รับและสูบฉีดเลือดที่มี O2 ต่ำเท่านั้น     ห้องบนขวาของหัวใจ (right atrium) รับเลือดจากเนื้อเยื่อร่างกาย  และห้องล่างขวา ( right ventricle) สูบฉีดเลือดไปที่แผงหลอดเลือดฝอยในปอด   ห้องบนซ้ายของหัวใจ( lelt atrium) รับเลือดที่มี O2 สูงจากปอด  และห้องล่างซ้ายของหัวใจสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายโดยทางวงจรเชิงระบบ

 

                                                                                                9

 

                ดังนั้น หัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม     จึงเป็นการสูบฉีด (pumps)  2 วงจรใน 1 หัวใจ อย่าง

แท้จริง       การสูบฉีดด้านขวา ไปยังหลอดเลือดฝอยที่ปอด    และที่ด้านซ้าย ความกดดันกลับคืนดังเดิม จะขับดันเลือดที่มี O2 สูงให้เข้าไปในหลอดเลือดฝอยเชิงระบบ    การส่งเลือดที่มี ออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ไปยังเนื้อเยื่อร่างกายช่วยค้ำจุนลักษณะของอัตราเมแทบอลิซึมสูงของสัตว์มีกระดูกสันหลังบนบก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเป็นสัตว์ที่ได้รับความร้อนภายใน ( endothermic)

หรือสัตว์เลือดอุ่น    พลังงานความร้อนภายในใช้ประมาณ 10 ครั้ง  จึงมากเท่ากับขนาดของพลังงานความร้อนภายนอก   ( เช่น สัตว์เลื้อยคลาน  มันเป็นสัตว์เลือดเย็น มันไม่ใช้เมแทบอลิซึมของมันควบคุมอุณหภูมิ    มันมีทางควบคุมอุณหภูมิร่างกายโดยรับพลังงานจากภายนอก         กิ้งก่าในทะเลทราย ตะวันตกเฉียงใต้ จะอบอุ่นร่างกายตอนเช้า  โดยขึ้นไปรับแสงอาทิตย์บนหิน     ถ้ามันร้อนเกินไปก็จะหลบลงซ่อนตัว     สัตว์เลื้อยคลานดูดซับความร้อนจากภายนอกมากกว่าความร้อนที่สร้างเอง  จึงเรียกว่า  พวกรับความร้อนจากภายนอก  (ectothermics)  หรือสัตว์เลือดเย็น     สัตว์เลือดอุ่น ส่วนมากใช้ความร้อนทั่วไป จากกระบวนการเมแทบบิลิซึมที่เก็บรักษาไว้มาทำความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย        อุณหภูมิร่างกายคงที่ )           ระบบหมุนเวียนสารจำเป็นต้องส่งไปประมาณ 10 ครั้ง จึงจะมีพลังงานมากเท่ากับ เชื้อเพลิง และ O2 ที่ไปสู่เนื้อเยื่อร่างกาย       ตรงนี้เป็นความต้องการที่ถูกค้นพบ โดยหัวใจที่เต้นแรงและมีขนาดใหญ่     ซึ่งสามารถสูบฉีดเลือดได้ในปริมาณมาก    โดยแยกไปตามหลอดเลือดเชิงระบบ   และวงจรเลือดที่ผ่านปอด    ซึ่งเก็บรักษาความแรงของการไหลของเลือดไว้      ช่วยทำ ให้เลือดไหลผ่านออกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ทั่วร่างกาย

               

back