Circulatory 2

 

รายวิชา ว 43206

ชีววิทยา

ระดับชั้น ม. 6

ใบความรู้ที่ 3.2

เรื่อง

หัวใจคน

ใช้ประกอบ

แผนย่อยที่ 3.2

 

หัวใจของคนและระบบลำเลียงสารผ่านหัวใจ ถือเป็นตัวแทนของหัวใจสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

                หัวใจคนมีรูปร่าง  ลักษณะและส่วนประกอบดังภาพต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                          ภาพที่ 3.8  เลือดไหลผ่านหัวใจคน

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 469    

 

หัวใจของคน  มีขนาดประมาณเท่ากับกำปั้นที่กำแน่น       มันถูกห่อหุ้มปิดไว้โดยถุง เยื่อหุ้ม

อยู่ใต้กระดูกซี่โครง      หัวใจถูกสร้างขึ้นมาด้วยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจเป็นส่วนมาก      ผนังห้องบนของหัวใจ ( atria) บาง   จะเก็บเลือดที่กลับมาที่หัวใจ  และสูบฉีดในระยะสั้นๆ เข้าไปในหัวใจห้องล่าง

                                                                                                2

 

 ผนังหนาของหัวใจห้องล่าง ( ventricles ) เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะอื่นทั้งหมดของร่างกายที่อยู่ไกล ลิ้นหัวใจควบคุมทิศทางของการไหลของเลือด ดังที่แสดงในภาพที่ 3.10

                ทางเดินของเลือดทั้งหมดแสดงดังภาพที่ 3.9

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                      ภาพที่ 3.9  เลือดไหลผ่านระบบลำเลียงสารที่ผ่านหัวใจในคน

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                      Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 469          

 

ภาพที่ 3.9  เริ่มต้นด้วยวงจรลำเลียงสารที่ผ่านปอด      (1) ห้องล่างขวาของหัวใจ สูบฉีดเลือดไปยังปอด โดยทาง (2) หลอดเลือดแดงพัลโมนารี (pulmonary arteries) 2 หลอด   ขณะที่เลือดไหลผ่านแผงหลอดเลือดฝอยในปอด มันจะรับ O2 และปล่อย CO2           เลือดที่มี O2  สูงจะไหลกลับมาสู่ (4) หัวใจ

                                                                                                3

 

ห้องบนซ้าย โดยทางหลอดเลือดดำพัลโมนารี ( pulmonary veins) ต่อไป   เลือดที่มี O2สูง จะไหลผ่านจากห้องบนซ้ายเข้าไปใน (5) ห้องล่างซ้าย

                ในภาพที่ 3.8 จะเห็นได้ว่า  ผนังของห้องล่างซ้ายหนากว่าห้องล่างขวา กล้ามเนื้อต้องออกแรงมากในห้องล่างซ้าย   ต้องสูบฉีดเลือดไปอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านวงจรเชิงระบบ (systematic ciruit)     และในภาพที่  3.9  แสดงเลือดที่มี O2 สูงจากหัวใจห้องล่างซ้าย ผ่าน (6) เอออร์ตา ( aorta)  เอออร์ตาเป็นหลอดเลือดที่ใหญ่ที่สุดของเรา  ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร       มีหลอดเลือดแดงใหญ่หลายหลอด แตกแขนงจากเอออร์ตา (ในภาพแสดงไว้แขนงเดียว)    และนำเลือดไปสู่ (7) ศีรษะและแขน   เอออร์ตาจะโค้งลงด้านหลังของหัวใจและแขนงของหลอดเลือดจากเอออร์ตาจะนำเลือดไปยัง (8) อวัยวะส่วนท้อง และขา    เพื่อให้ดูง่ายเข้า  ภาพที่ 3.9  ไม่แสดงอวัยวะแต่ละอย่าง   แต่ภายในอวัยวะแต่ละอย่างนั้น   หลอดเลือดแดงนำเลือดไปยังหลอดเลือดแดงเล็ก    แล้วแตกแขนงไปยังหลอดเลือดฝอย หลอดเลือดฝอยจะเชื่อมต่อกับหลอดเลือดดำเล็ก ซึ่งนำเลือดกลับไปยังหลอดเลือดดำ   เลือดที่มี O2ต่ำ จากส่วนบนของร่างกายจะเข้าสู่ท่อเลือดที่ใหญ่ขึ้น เรียกว่า (9)  ซูพีเรีย เวนาคาวา

( superior vena  cava )     หลอดเลือดดำใหญ่อีกหลอดหนึ่ง เรียกว่า  (10)  อินพีเรีย เวนา คาวา 

( inferior vena cava)   นำเลือดจากส่วนของร่างกายที่อยู่ต่ำกว่าเข้าสู่หัวใจ        หลอดเลือดเวนา คาวา ทั้งสองจะส่งเลือดเข้าไป ใน (11) ห้องบนขวาของหัวใจ   เลือดไหลจากห้องบนขวาไปยังห้องล่างขวา   การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเป็นสองวงจรอย่างสมบูรณ์

                ขอให้จำไว้ว่า เซลล์เม็ดเลือดเดินทางแบบแถวเรียงเดี่ยวเสมอ  ในหลอดเลือดฝอยที่ปอด  

หลอดเลือดฝอยเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

                ในวงจรเชิงระบบ ( systematic circuit)  เซลล์เม็ดเลือดเดินทางไปยังสมอง  และหลังจากกลับคืนเข้าสู่หัวใจ  เมื่อผ่านวงจรลำเลียงสารผ่านปอดแล้ว   มันอาจจะเดินทางไปยังขา( legs) ก็ได้   มันไม่เคยเดินทางจากสมองไปยังขา โดยปราศจากการไหลกลับไปที่หัวใจ และถูกสูบฉีดไปฟอกยังปอดเลย

                บัดนี้เราได้สำรวจระบบลำเลียงสารผ่านหัวใจทั้งหมด  แล้วศึกษาโครงสร้างหน้าที่อย่างละเอียดของหัวใจ และหลอดเลือดต่อไป

 

               

 

 

 

 

                                                                                4

 

หัวใจบีบตัวและคลายตัวอย่างมีจังหวะ

หัวใจเป็นศูนย์กลางของระบบลำเลียงสาร ในวัฎจักรที่ต่อเนื่องมันบรรจุด้วยเลือดที่ไม่ว่องไว

ในการทำปฎิกิริยา   และเวลานั้นมันจะบีบตัวอย่างคล่องแคล่ว    ความถี่ของการบรรจุและการสูบฉีด เรียกว่า  วัฎจักรหัวใจ (cardiac cycle)   ดังภาพที่ 3.10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

                                                                       ภาพที่ 3.10  วัฏจักรหัวใจ

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 470    

 

ในภาพที่  3.10   เมื่อหัวใจทั้งหมดคลายตัวในจังหวะนั้นเรียกว่า (1) ไดแอสโทลี ( diastole) เลือดจะผ่านเข้าไปในหัวใจทั้ง 4 ห้อง   เลือดเข้าไปในห้องบนขวา มาจากเวนาคาวา และห้องบนซ้าย

 

                                                                                                5

 

ของหัวใจมาจากหลอดเลือดดำพัลโมนารี     ลิ้นกั้นระหว่างห้องบนกับห้องล่าง (atrioventricular

หรือ AV valves) เปิด  ยอมให้เลือดไหลผ่านจากห้องบนเข้าไปในห้องล่าง    ไดแอสโทลีกินเวลานานประมาณ 0.4 วินาที นานพอสำหรับห้องล่างของหัวใจเติมเลือดจนเกือบเต็ม    อีกช่วงสำคัญของวัฎจักรหัวใจ เรียกว่า ซีลโทลี (systole)      (2) ซิลโทลี เริ่มด้วยการหดตัวของห้องบนของหัวใจ ( 0.1 วินาที ) เติมเต็มเลือดให้กับห้องล่างของหัวใจ นี้เป็นเวลาในวัฎจักรหัวใจที่ห้องบนของหัวใจบีบตัว

ครั้นแล้ว    (3) ห้องล่างของหัวใจบีบตัวประมาณ 0.3 วินาที       แรงบีบของมันจะทำให้ลิ้นกั้นระหว่างห้องบนกับห้องล่าง (AV valves)  ปิด      ทำให้ลิ้นเซมิลูนาร์ ( semilunar valves) เปิด    โดยชี้ตำแหน่งไปที่ทางออกจากห้องล่างของหัวใจแต่ละห้อง      และสูบฉีดเลือดเข้าไปยังหลอดเลือดหลอดใหญ่เพื่อออกจากหัวใจ      หัวใจรับเลือดจากหลอดเลือดไหลเข้าไปในห้องบนของหัวใจขณะที่บีบตัวซิลโทลี ครั้งที่ 2    ดังภาพลูกศรเล็ก ๆ ในขั้นตอนที่ 3

ปริมาณเลือดต่อนาที ของห้องล่างซ้ายของหัวใจที่สูบฉีดเข้าไปในวงจรเลือดเชิงระบบ

เรียกว่า  ผลผลิตของหัวใจ ( cardiac output)    ปริมาณนี้เท่ากับจำนวนเลือดที่สูบฉีดโดยหัวใจห้องล่างซ้ายแต่ละครั้งที่มันหดตัว (ประมาณ 75  มิลลิลิตร ต่อการบีบตัวแต่ละครั้งของหัวใจโดยเฉลี่ยต่อคน)

ค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจของคน ประมาณ 70  ครั้งต่อนาที    ในอัตรานี้   ผลิตของหัวใจจะเป็น

75 X 70  =  5,250  มิลลิลิตร / นาที      ค่าอัตราการเต้นของหัวใจ และผลผลิตของหัวใจ อาจจะเปลี่ยนไปได้ โดยขึ้นอยู่กับระดับของกิจกรรมที่ทำ และปัจจัยอื่น ๆ    ตัวอย่างเช่น  ทั้งสองอย่างจะเพิ่มขึ้น 

เมื่อถูกกระตุ้นด้วยคาเฟอีน และการออกกำลังกายอย่างหนักสามารถเพิ่ม ผลผลิตของหัวใจได้ถึง 5 เท่า

                ลิ้นของหัวใจป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ และรักษาทิศทางการเคลื่อนที่ของเลือด   การปิดของ ลิ้นกั้นระหว่างห้องบนกับห้องล่าง (AV valves)    เมื่อห้องล่างของหัวใจบีบตัว   จะรักษาเลือดจากการไหลย้อนกลับเข้าไปในห้องบน     เมื่อห้องล่างของหัวใจคลายตัวในจังหวะไดแอสโทลี    เลือดในหลอดเลือดแดงเริ่มที่ไหลกลับตรงไปยังหัวใจ   แต่เพราะเหตุที่ฝาปิดของลิ้นเซมิลูนาร์ ปิด       และการป้องกันการไหลกลับของเลือดเข้าไปในห้องล่างซ้าย เลือดในหลอดเลือดแดงจึงไม่ไหลย้อนกลับ      เสียงของหัวใจ เราสามารถได้ยินด้วยเครื่องมือ เรียกว่า  สเต็ทโทสโคป (stethoscope)  เป็นสาเหตุโดยการปิดของลิ้นหัวใจ     รูปแบบของเสียงคือ ลู๊บ-ดับ ลู๊บ-ดับ  (lub-dup , lub-dub)   เสียง“ลู๊บ” มาจาก การถอยกลับของเลือดต่อต้านการปิดของลิ้นกั้นระหว่างห้องบนกับห้องล่าง (AV valves)  

“ดับ”  มาจากขณะที่ลิ้นเซมิลูนาร์ ปิดดังปัง

 

 

 

                                                                                                6

 

                อุปกรณ์ช่วยฟัง สามารถตรวจพบเสียงครางที่หัวใจ ซึ่งสามารถชี้ว่า   ตรวจพบเสียงที่ผิดปกติของลิ้นหัวใจได้หนึ่งแห่งหรือมากกว่า     เสียงครางที่หัวใจคล้ายเสียงซีด ๆ จะปรากฎ เมื่อกระแสเลือดพ่นออกมาผ่านลิ้นหัวใจ    บางคนอาจเกิดมาพร้อมกับเสียงครางที่หัวใจ    ขณะที่คนอื่น ๆ ลิ้นหัวใจอาจถูกทำลายจากการติดเชื้อโรค ( เช่นจากไข้รูมาติก เป็นต้น)     ลิ้นหัวใจส่วนใหญ่ที่ตรวจพบ ไม่ลด

ประสิทธิภาพ การไหลของเลือดลงพอที่จะเป็นเหตุผลอันควรแก่การที่จะทำการผ่าตัด

 

ส่วนควบคุมจังหวะหัวใจ กำหนดความเร็วของการเต้นของหัวใจ

                ตำแหน่งพิเศษของกล้ามเนื้อหัวใจ เรียกว่า ส่วนควบคุมจังหวะหัวใจ  (pacemaker)  หรือ

SA( sinoatrial ) node   เป็นส่วนควบคุมจังหวะการสูบฉีดของหัวใจ รักษาการเต้นของหัวใจให้มีอยู่ได้ตลอดชีวิต ด้วยการกำหนดอัตราการหดตัวของ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจทั้งหมด

                ส่วนควบคุมจังหวะหัวใจ ตั้งอยู่ในผนังของหัวใจห้องบนขวา ดังรูปที่  3.11

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                                ภาพที่ 3.11  การควบคุมจังหวะเต้นของหัวใจ และคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 471    

 

 

                                                                                        7

 

จากภาพที่ 3.11 (1) แสดงตำแหน่งของส่วนควบคุมจังหวะหัวใจ ผู้กำหนดจังหวะทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้า (ลูกศรสีส้ม) จำนวนมากคล้ายผลผลิตโดยเซลล์ประสาท      (2) สัญญาณ (สีเหลือง)

แพร่ปกคลุมห้องบนของหัวใจทั้งสองห้องอย่างรวดเร็ว ทำให้มันหดตัวประสานกันอย่างพร้อมเพรียงสัญญาณส่งผ่านไป ที่จุดที่เรียกว่า  AV ( atrioventricular) node  ในผนังระหว่าง ห้องบนขวาและ

ห้องล่างขวาของหัวใจ    ที่จุดนี้เองสัญญาณไฟฟ้าถูกทำให้ช้าลงประมาณ 0.1 วินาที    การทำให้ช้าลงนั้น ประกันว่าห้องบนของหัวใจ จะบีบตัวครั้งแรก  และเลือดไหลออกอย่างสมบูรณ์ก่อนที่ห้องล่างจะบีบตัว        (3) แล้วใยกล้ามเนื้อพิเศษ  ถ่ายทอดสัญญาณไปที่ส่วนปลายของห้องล่างของหัวใจ และ

(4) แพร่ปกคลุมขึ้นมาที่ผนังหัวใจ   การกระตุ้นทำให้เกิดการหดตัวอย่างแรงนั้น จะขับดันให้เลือด

ออกจากหัวใจ

สัญญาณไฟฟ้าในหัวใจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้าที่ผิวหนัง ซึ่งสามารถตรวจพบ

โดยอิเล็กโทรด และบันทึกเป็นคลื่นไฟฟ้าที่หัวใจ หรืออิเล็กโทรคาร์ดิโอแกรม (electrocardiogram)

หรือ ECG      สีเหลืองในกราฟใต้หัวใจ ชี้ให้เห็นส่วนของ ECG ที่เข้าคู่สอดคล้องกันกับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นที่แสดงเป็นสีเหลืองในภาพหัวใจ      ในขั้นที่ (4)  ส่วนของ ECG ที่ด้านขวาของสีเหลือง “ปลายแหลม ” คือ ปฏิกิริยาทางไฟฟ้าของห้องล่างของหัวใจ    กำลังกลายเป็นระยะเริ่มแรกที่จะชักนำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจต่อไป

ในโรคหัวใจบางชนิด   เกิดจากระบบการเต้นของหัวใจด้วยตัวของมันเองล้มเหลว ในการคง

ความเป็นปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจไว้ได้   การเยียวยารักษา คือ สร้างส่วนควบคุมจังหวะหัวใจ  เทียม (artificial pacemaker)   เป็นเครื่องมือไฟฟ้าเล็ก ๆ ผ่าตัดใส่เข้าไปใกล้ๆ AV node    ส่วนควบคุมจังหวะหัวใจเทียม จะปล่อยสัญญาณไฟฟ้าออกมา  เพื่อที่จะกระตุ้นให้หัวใจเต้นเป็นปกติ

                อันที่จริงมีเรื่องราวเกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า SA /AV node   ทั้งสองเป็นเรื่องของเซลล์ประสาทที่มีผลตรงข้าม  สามารถบอกทิศทางของผู้กำหนดจังหวะให้เพิ่มอัตราเร็วหรือลดอัตราเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยทางกายภาพ และอารมณ์     เมื่อเราออกกำลังกายหรือเกิดการตื่นเต้น     

ศูนย์ควบคุมในสมองของเรา    จะส่งสัญญาณประสาทไปที่ส่วนควบคุมจังหวะหัวใจเพื่อที่จะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ     ในทางตรงข้าม เมื่อเรานอนหรือความตื่นเต้นหมดไป ศูนย์ควบคุมในสมองจะลดอัตราการเต้นของหัวใจ      อัตราการเต้นของหัวใจได้รับอิทธิพลจาก ฮอร์โมนด้วยเหมือนกัน เช่น

เอฟิเนฟริน  เป็นฮอร์โมนเพื่อการ “สู้หรือสู้” ( flight – or-flight)    ดังนั้นหัวใจสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ได้  และเป็นบางสิ่งที่ส่วนควบคุมจังหวะหัวใจไม่สามารถทำได้เอง

 

 

                                                                                                8

 

หัวใจล้มเหลว คืออะไร

                เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจก็เหมือนกับเซลล์ทั้งหมดในร่างกายของเรา เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดที่มี O2 สูง เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป   เมื่อเลือดออกจากหัวใจโดยทางเอออร์ตา      หลอดเลือดแดง

โคโรนารีหลายหลอด (สีแดง)  เป็นแขนงที่ลงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง     ถ้าหนึ่งหลอดหรือมากกว่าของหลอดเลือดเหล่านี้ถูกกั้นทางเดินให้อุดตัน  จะโรคหัวใจล้มเหลวเกิดอาการปวดเค้นหัวใจ     เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจะตายอย่างรวดเร็ว  ดังภาพที่ 3.12 บริเวณสีน้ำเงิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                       ภาพที่ 3.12  หลอดเลือดแดงโคโรนารีอุดตัน สาเหตุของอาการปวดเค้นหัวใจ

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 472    

 

                ในภาพที่ 3.12    เมื่อเกิดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย  สิ่งที่ตามมา คือ หัวใจล้มเหลว  (heart attack)   คาดว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้เคราะห์ร้ายที่หัวใจขาดเลือดเกือบจะตายในทันที   ถึงแม้จะมีผู้รอดชีวิตจากความตาย    แต่ก็ทำให้ความสามารถในการสูบฉีดเลือดของหัวใจเสียหายเป็นอย่างมาก      เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย มันไม่สามารกสร้างใหม่ทดแทนได้   เพราะว่าเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจะไม่แบ่งเซลล์มาทดแทนเซลล์ที่ตายไป    ทำให้หัวใจถูกปกคลุมด้วยบริเวณเนื้อเยื่อแผลเป็นที่เป็นอันตราย คือมันไม่สามารถทำหน้าที่บีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดตามปกติได้

                                                                                                9

 

                คนจำนวนมากตายในแต่ละปีด้วยโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด   ซึ่งเราทราบกันดีว่า  คือ

โรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease)   เป็นสาเหตุให้เกิดการปวดเค้นของหัวใจ และความตายของกล้ามเนื้อหัวใจ        ความตายของเนื้อเยื่อสมอง เป็นเหตุมาจากการปิดกั้นของหลอดเลือดแดงในศีรษะ   เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความตาย อันดับแรกและอันดับ 3 ตามลำดับ   ในอเมริกาโรคหลอดเลือดหัวใจ คิดเป็นร้อยละ 40 % ของ สาเหตุของการตายทั้งหมด      ในอเมริกา ฆ่าคนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี คิดแล้วประมาณ 1 คนต่อ ทุกๆ  30 วินาที

                ความไม่รู้เกี่ยวกับโรคหัวใจล้มเหลว  ทำให้หลอดเลือดแดงของผู้เคราะห์ร้ายส่วนมาก กลายเป็นอันตรายอย่างช้า ๆ   จนกลายเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรัง ทราบกันในชื่อว่า  โรคหลอดเลือดแดงตีบ  (atherosclerosis จากภาษากรีก athero, แป้งเปียก และ sclerosis, ความแข็ง)  ระยะหลังสุดของโรคนี้ พบการเจริญเติบโต เรียกว่า บริเวณแผ่นคราบไขมัน ( plagues ) เกาะบนผิวด้านในของหลอดเลือดแดง  ทำให้เกิดการแคบลงของช่อง ซึ่งเลือดไหลผ่าน  ดังภาพที่ 3.13  

 

 


แหล่งที่มา     ดัดแปลงจาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 472    

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 3.13  โรคหลอดเลือดแดงตีบ  : หลอดเลือดแดงปกติ (ซ้าย) หลอดเลือดแดงตีบ (ขวา)

แหล่งที่มา     จาก  Biology : Concepts & Connections    โดย  Neil A. Campbell, 

                            Lawrence G. Mitchell,    Jane B. Reece,    San Francisco : 1999,   P 472    

 

 

 

                                                                                                10

 

ในภาพที่ 3.13  จะเห็นแผ่นคราบไขมันเกาะบนผิวด้านในของหลอดเลือดแดง  ทำให้เกิดการแคบลงของช่องภายในหลอดเลือด  เลือดที่ไหลผ่านชั้นกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้น   จากการไหลซึมเข้าไปด้วยไขมัน เช่น คอเลสเทอรอล และสารอื่น ๆ     การแข็งตัวของเลือดมากขึ้น    กลายเป็นกับดักในหลอดเลือดที่จะทำให้หลอดเลือดแคบลงโดยสิ่งที่มาเกาะ    ยิ่งกว่านั้นบริเวณที่ไขมันมาเกาะจะเป็นตำแหน่งที่สร้างการแข็งตัวเป็นก้อนของเลือด

                เราจะหลีกเลี่ยงโรคที่กลายเป็นสถิตินี้อย่างไร  มีพฤติกรรม 3 อย่างในชีวิตประจำวันของเรา

 ที่มีความสำคัญทำให้เลี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และหัวใจล้มเหลว   การสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจล้มเหลว       เพิ่มความร้ายแรง และทำความเสียหายให้แก่ระบบลำเลียงสารในทางอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

                การออกกำลังกายสามารถตัดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ครึ่งหนึ่ง   แต่ผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะแล้วล้มเหลวที่จะบรรลุถึงความพยายามนี้    มีการแนะนำบางคนให้ทำกิจกรรมทางกายภาพ   การกินอาหารเพื่อสุขภาพของหัวใจ   การกินอาหารคอเลสเทอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำ      สามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรังได้

                ถ้าท่านกำลังเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอยู่แล้ว มีการทดลองที่มีประโยชน์   การกินยาสามารถทำให้คอเลสเทอรอลลดต่ำลง   มีการรักษาที่เป็นประโยชน์ (เช่น การสอดใส่อุปกรณ์เล็ก ๆ พร้อมบอลลูนทำให้พอง เพื่อที่บีบอัดไขมันที่มาเกาะอยู่ และขยายหลอดเลือดแดงที่อุดตัน)   และใส่ท่อ

ลวดตาข่ายเล็ก ๆ ซึ่งค้ำยันให้หลอดเลือดแดงเปิด สามารถช่วยลดปัญหาหลอดเลือดตีบได้  

การศัลยกรรมสร้างทางเดินเลือด  (Bypass) เป็นการรักษาที่รุนแรง    ในการปฏิบัตินี้  หลอดเลือดถูกย้ายจากขาของคนไข้และถูกเย็บเข้าไปในหัวใจที่จะเป็นทางเดินของเลือดรอบหลอดเลือดแดงที่อุดตัน

การผ่าตัดทุกชนิดเป็นเพียงการรักษาตามอาการ   ดังนั้นปัญหาหลอดเลือดจะกลับมาอีก ถ้าไม่ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

                โชคดีในสหรัฐอเมริกา    อัตราการตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ของเวลาที่ผ่านมา 50 ปี     การศึกษาเรื่องสุขภาพ    การรับการวินิจฉัยโรคและรับการรักษาในระยะแรก ๆ  และการลดปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่สูบบุหรี่จะมีผลดี   สิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้อีกอย่างหนึ่งคือ AEDs  ( automatic external  defibrillators) ซึ่งช่วยชีวิตคนได้เป็นพัน ๆ คน    เครื่องมือนี้กระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าที่วงจรสั้น ๆ ของส่วนควบคุมการเต้นหัวใจ    ทำให้เกิดการตั้งต้นการเต้นของหัวใจขึ้นมาใหม่ คล้ายเครื่องกระตุ้นด้วยไฟฟ้าในโรงพยาบาล      AEDs ถูกออกแบบให้ใช้ได้โดยคนที่นอนลงไป

มันถูกจัดวางไว้ใช้ในกรณี ฉุกเฉิน และในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน     ในที่ร่มสำหรับคนเดินไปซื้อของ   ซึ่งเมื่อเขาไปถึงเครื่องกระตุ้นนี้ก็จะสามารถใช้มันได้อย่างรวดเร็ว

 

back