บทเรียนที่ 2
ประวัติสหกรณ์


จุดกำเนิดแนวคิดสหกรณ์ในต่างประเทศ
    โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen)
    ชาร์ลส์ ฟูริเอ (Charles Fourier)
    นายแพทย์วิลเลียม คิง (William King)
    ผู้นำแห่งรอชเดล
ประวัติความเป็นมาของสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ
    สหกรณ์ผู้บริโภค
    สหกรณ์เครดิต
    สหกรณ์ผู้ซื้อ
    สหกรณ์ผู้ขาย
จุดกำเนิดแนวคิดสหกรณ์ในประเทศไทย
    พัฒนาการด้านกฎหมายสหกรณ์


จุดกำเนิดแนวคิดสหกรณ์ในต่างประเทศ
       สมัยก่อนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าต่างๆ เป็นไปเพื่อยังชีพ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 18 ได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น ซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ประการใหญ่ ประการแรกคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค นั่นคือ มนุษย์รู้จักประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานคนและสัตว์ ประการที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กต้องล้มเลิกกิจการแล้วหันไปเป็นกรรมกรในโรงงาน

       ผลการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อพิจารณาในด้านวัตถุ (Material) ทำให้เกิดสินค้ามากขึ้น แต่ทางด้านสังคม (Social) แล้วทำให้กรรมกร คนงาน ต้องยอมรับค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งนายจ้างต้องการที่จะลดต้นทุนให้ต่ำเพื่อที่จะได้รับกำไรสูงสุด ประกอบกับคนงานต้องใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาแพง และมีคุณภาพเลว ด้วยเหตุนี้เองบรรดากรรมกรที่ถูกบีบคั้นเหล่านี้จึงเริ่มแสวงหาแนวทางที่จะช่วยพยุงฐานะของตนด้วยวิธีการหลายๆ อย่าง เช่น ตั้งสมาคมสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน การรวมกันเข้าเป็นสมาคมกรรมกร

       นอกจากความพยายามของกรรมกรแล้ว ยังมีพวกนักเศรษฐศาตร์และสังคมได้เสนอแนะวิธีการสหกรณ์โดยความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าวิธีอื่น เพราะสหกรณ์เป็นแนวคิดแบบสันติและเป็นวิธีการทางเศรษฐกิจที่มีผลดีต่อสังคมด้วย แนวคิดของบุคคลกลุ่มนี้ถือเป็นการวางรากฐานให้แก่ขบวนการสหกรณ์ในปัจจุบัน ดังเช่นบุคคลต่อไปนี้

 



1. โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) ชาวอังกฤษ

       ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาสหกรณ์” ในสมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น โอเวนเป็นผู้จัดการโรงงานทอผ้าในสก๊อตแลนด์ได้พบเห็นความทุกข์ยากของกรรมกรโรงงานทอผ้าทั้งในเรื่องค่าจ้างที่ค่อนข้างต่ำ สภาพที่อยู่อาศัยทรุดโทรมบุตรหลานไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ จากสภาพที่ได้พบเห็นนี้เองโอเวนจึงได้เกิดความคิดที่ว่า “มนุษย์จะดีหรือเลวนั้นสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง” ดังนั้นโอเวนจึงเข้าช่วยเหลือโดยการปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยของคนงานให้ถูกสุขลักษณะ ให้ทำงานน้อยชั่วโมงลง ให้การศึกษาแก่กรรมกร
       ต่อมา โอเวนได้แนะนำให้กรรมกรเหล่านั้นรวมกันอยู่ในรูปชมรมสหกรณ์ (Cooperative Community) หรือหมู่บ้านสหกรณ์ (Cooperative Village) โดยสหกรณ์นี้สมาชิกจะเป็นผู้จัดหาทุน และดำเนินกิจการเอง ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานจะนำมาแบ่งให้สมาชิกอย่างเที่ยงธรรม หรือนำไปใช้เพื่อขยายกิจการของสหกรณ์เพื่อประโยชน์ร่วมกัน สหกรณ์จะทำการผลิตสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสำคัญ สหกรณ์เช่นว่านี้ต้องการเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคในตนเอง

       ในระยะแรก โอเวน คิดว่า ชุมชนเหล่านี้จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนและการว่างงานได้และมั่นใจว่าสหกรณ์จะเป็นวิธีการจัดการเศรษฐกิจแบบใหม่โดยสมาชิกในชุมชนจะร่วมกันทำการผลิตสิ่งของต่างๆ เพื่อการยังชีพให้พอเลี้ยงตัวเองได้และกำหนดให้ทรัพย์สินของชุมชนเป็นของส่วนรวมทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดชนชั้นนายทุนขึ้นคือให้ทุกคนมีส่วนได้เสียร่วมกันแต่ชมรมสหกรณ์ได้เลิกล้มไปในที่สุดเพราะผู้ที่เข้าไปอยู่มีเชื้อชาติและศาสนาแตกต่างกันมีความเห็นไม่เหมือนกันความตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้

       ต่อมาโอเวนมีความเห็นว่าการแข่งขันที่มีผลกำไรเป็นสิ่งจูงใจนั้นจะทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นโดยที่มูลเหตุของกำไรนั้นอยู่ที่เงินตราเพราะฉะนั้นจึงควรเลิกใช้เงินตราแล้วใช้บัตรแรงงาน (Labour notes) แทนและเพื่อให้เป็นผลอย่างจริงจังโอเวนได้จัดตั้งสถาบัน ‘’The National Equitable Labour Exchange’’ ขึ้นในลอนดอน   ณ สถาบันแห่งนี้มีสินค้าทุกชนิดให้เลือกซื้อหากันโดยใช้บัตรแรงงานบัตรแรงงานคำนวณจากจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปในการผลิตซึ่งผู้ผลิตจะเป็นผู้กำหนดเอง เช่น เสื้อ 1 ตัว ใช้เวลาตัดเย็บ 5 ชั่วโมงสมาชิกจะได้รับบัตรแรงงานจำนวน 5 บัตรและสามารถไปซื้อสินค้าอย่างอื่นซึ่งราคาเท่ากับจำนวนบัตรได้

       ด้วยวิธีการเช่นนี้เป็นการนำเอาผู้ผลิตและผู้บริโภคมาพบกันโดยตรงโดยการใช้บัตรแรงงานจึงสามารถตัดพ่อค้าคนกลางไปได้ในระยะแรงสถาบันได้รับความสำเร็จมากพอควรมีสมาชิกมากถึง 840 คน อย่างไรก็ดีในระยะต่อมาสถาบันจำเป็นต้องล้มเลิกกิจการไป เพราะสมาชิกขาดความซื่อสัตย์และมีแนวคิดในการดำเนินงานโดยมุ่งหวังกำไร

       ถึงแม้การจัดตั้งชมรมสหกรณ์ของโอเวนจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามโอเวนก็ได้เพาะพันธุ์แนวคิดที่ทรงคุณค่าซึ่งนับว่าเป็นรากฐานของค่านิยมสหกรณ์ต่อมานั่น คือการช่วยเหลือตัวเอง การประหยัด การดำเนินธุรกิจโดยไม่แสวงหากำไร รวมทั้งความเสมอภาคกันไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม

กลับด้านบน



2. ชาร์ลส์ ฟูริเอ (Charles Fourier) ชาวฝรั่งเศส

       ฟูริเอมีความปรารถนาเช่นเดียวกับโอเวนที่จะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนจนให้ดีขึ้น  โดยฟูริเอเสนอจัดตั้งนิคมที่เรียกว่า ฟาลังสแตร์ (Phanlanstertere) เป็นนิคมเลี้ยงตัวเองจะผลิตทุกสิ่งทุกอย่างตามความต้องการบริโภคและบริโภคสิ่งที่ผลิตได้เองถ้าเกินความต้องการบริโภคก็จะนำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งผลิตของนิคมอื่นๆ การบริหารงานของนิคมยึดหลักประชาธิปไตยสมาชิกทุกคนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้ดำเนินการนิคม ดังนั้นสมาชิกทุกคนจึงเป็นเจ้าของนิคมร่วมกัน นิคมตามความคิดของฟูริเอเป็นทั้งสมาคมผู้ผลิตและผู้บริโภคเช่นเดียวกับโอเวน

       แต่วิธีการของฟูริเอแตกต่างจากโอเวนที่ สมาชิกมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน มีเสรีภาพในการเลือกที่อยู่อาศัยตามกำลังรายได้ของตน

       แม้การจัดตั้งฟาลังสแตร์ของฟูริเอจะไม่สำเร็จก็ตาม เนื่องจากจะต้องใช้ทุนในการดำเนินงานมาก แต่แนวคิดของฟูริเอในการบริหารที่ยึดหลักประชาธิปไตยก็กลายเป็นกระแสหลักที่ก่อให้เกิดค่านิยมพื้นฐานอันนำไปสู่หลักสหกรณ์ในลำดับต่อมา

กลับด้านบน



3. นายแพทย์วิลเลียม คิง (William King) ชาวอังกฤษ

       คิงได้พัฒนาแนวคิดสหกรณ์ของโอเวน โดยการแนะนำให้คนงานรวมทุนกันจัดตั้งสมาคมการค้าแบบสหกรณ์ (Cooperative Trading Association) ขึ้น ซึ่งเป็นการจัดตั้งชมรมสหกรณ์จากขนาดเล็กไปก่อน แล้วให้สมาชิกช่วยซื้อของจากร้านเพื่อให้มีกำไร แต่กำไรนั้นไม่นำมาแบ่งให้แก่สมาชิก ให้เก็บรวบรวมไว้เป็นทุนดำเนินการต่อไป และให้สมาชิกออกเงินจำนวนเล็กน้อยเป็นรายสัปดาห์เพื่อสมทบเป็นกองทุนร่วมกันอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อนำเงินไปจัดตั้งชมรมสหกรณ์ตามแบบแผนของโอเวนต่อไป การค้าแบบนี้ได้ขยายออกไปมากพอควร แต่ต้องล้มเลิกในที่สุดเพราะขายสินค้าด้วยเงินเชื่อ และการเก็บกำไรไว้เป็นทุนดำเนินงานนั้น ทำให้สมาชิกไม่เห็นความสำคัญของสหกรณ์

       ระหว่างปี ค.ศ. 1828-1830 คิงได้ออกวารสารรายเดือนชื่อ “นักสหกรณ์” เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของร้าน ขณะเดียวกันก็เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์และหลักสหกรณ์ไปสู่ประชาชนด้วย

       อย่างไรก็ตาม นับได้ว่านายแพทย์คิงได้วางแนวคิดรากฐาน 2 ประการให้แก่สหกรณ์ ประการแรก คือ คิงเป็นผู้เน้นอุดมการณ์สหกรณ์ในเรื่อง “การช่วยเหลือตนเอง โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Self- help through Mutual - help)” ประการที่สอง คือ การให้การศึกษาทางด้านสหกรณ์แก่ประชาชนซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมความพร้อมพื้นฐานให้แก่ประชาชนที่จะเข้าร่วมขบวนการสหกรณ์ต่อไป
กลับด้านบน



4. ผู้นำแห่งรอชเดล
       ในราวปี ค.ศ. 1840 เมืองรอชเดล ประเทศอังกฤษมีการอุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมทอผ้า สภาพความเป็นอยู่ของช่างทอผ้าคับแค้นมาก มีคนว่างงานมากมาย ผู้มีงานทำก็ได้รับค่าจ้างต่ำ นอกจากนั้นสินค้าที่ขายในตลาดมีราคาแพง ซ้ำมีคุณภาพปลอมปนด้วย และในช่วงปี ค.ศ. 1842-1843 ช่างทอผ้ากลุ่มหนึ่งได้คิดหาวิธีที่จะปลดเปลื้องความยากจน โดยการจัดตั้งร้านสหกรณ์ขึ้น ผู้ริเริ่มมีทั้งหมด 28 คน ซึ่งมีนายโฮวาร์ท (Charles Howarth) เป็นผู้นำ และได้เรียกคณะของตนว่า “ผู้นำแห่งรอชเดล (Rochdale Pioneers)” ที่เรียกว่าผู้นำ เพราะเป็นผู้นำในการนำเอาวิธีการสหกรณ์ผู้บริโภคมาใช้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งร้านสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นใช้ชื่อว่า “สมาคมของผู้นำอันเที่ยงธรรมแห่งเมืองรอชเดล” โดยมีการวางแผนการดำเนินงานของสหกรณ์เป็นลำดับดังนี้

     (1) ก่อตั้งร้านขายสิ่งบริโภคและเสื้อผ้า
     (2) จัดสร้าง ซื้อ หรือประกอบบ้านจำนวนหนึ่งเพื่อสมาชิกที่ประสงค์จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปรับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวและสังคม
     (3) ตั้งโรงงานผลิตสิ่งของตามที่สหกรณ์กำหนด เพื่อหางานทำให้สมาชิกที่ว่างงานหรือคนงานที่ถูกกดค่าจ้าง
     (4) ซื้อหรือเช่าที่ดินให้สมาชิกที่ออกจากงานหรือได้รับค่าแรงไม่พอเลี้ยงชีพได้ทำการเพาะปลูก
     (5) ในทันทีที่สามารถทำได้ สหกรณ์จะดำเนินการจัดการผลิต การจำหน่าย การศึกษา และการปกครอง หรืออีกนัยหนึ่งจะสร้างนิคมพึ่งตนเองสหประโยชน์ขึ้นแห่งหนึ่ง หรือช่วยเหลือ สหกรณ์อื่นๆ ในการสร้างนิคมดังกล่าว
     (6) ส่งเสริมให้สมาชิกงดเว้นการเสพย์ของมึนเมา โดยทำการเปิดสถานที่ขจัดการเสพย์ของมึนเมาภายในอาคารของสหกรณ์

       จากแผนงานข้างต้นแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของผู้นำแห่งรอชเดลที่ต้องการสร้างสหกรณ์ให้เบ็ดเสร็จครบวงจร   สหกรณ์รอชเดลในระยะแรกดำเนินการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและมีคุณภาพมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกด้วยระบบเงินสด ทั้งนี้ด้วยตระหนักจากประสบการณ์ในอดีตที่พวกเขาต้องซื้อสินค้าราคาแพง คุณภาพเลวและปลอมปน และขายสินค้าด้วยระบบเงินเชื่อ ซึ่งทำให้เกิดค่านิยมของความฟุ่มเฟือย จนเกิดหนี้สินล้นพ้นตัว ผู้นำรอชเดลได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้แก่สมาชิก โดยสอนให้รู้จักความประหยัด การอดออม ซื่อสัตย์และจริงใจ

       จากค่านิยมดังกล่าวทำให้ผู้นำแห่งรอชเดลมีความมุ่งมั่นที่จะทำการค้าด้วยสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสมาชิก ดังนั้นผู้นำรอชเดลจึงได้ร่างกำหนดการในการดำเนินธุรกิจของร้านสหกรณ์ขึ้น เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงาน ซึ่งกฎและหลักการที่ตั้งขึ้นนี้ต่อมาภายหลังได้มีผู้เรียกว่า “หลักสหกรณ์ รอชเดล” ซึ่งประกอบไปด้วย
1. การเปิดรับสมัครทั่วไป (Open Membership)
2. การควบคุมแบบประชาธิปไตย (Democratic Control :One man, one vote )
3. การแบ่งเงินปันผลตามส่วนแห่งการซื้อ (Distribution of Surplus in Proportion to Trade)
4. การจ่ายดอกเบี้ยแก่เงินทุนในอัตราจำกัด(Payment of Limited Interest on Capital)
5. การเป็นกลางทางการเมืองและศาสนา(Political and Religious Nutrality)
6. ซื้อและขายสินค้าด้วยเงินสด (Cash Trading)
7. ให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิก (Promotion of Education)

       การดำเนินงานของสหกรณ์รอชเดลได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับมา  จากร้านสหกรณ์แห่งแรกที่ถนนTaod Lane ได้มีการขยายตัวจัดตั้งสหกรณ์ร้านค้าปลีกขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก และได้มีการผนึกกำลังของขบวนการสหกรณ์ในการขยายตัวทางการค้าไปสู่ระดับการขายส่ง โดยมีการจัดตั้งสหกรณ์ขายส่งขึ้น  ซึ่งเป็นที่รู้จักในปัจจุบันถึงความแข็งแกร่งและปริมาณธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลในนามของ C.W.S. (Cooperative Wholesale society)

       สหกรณ์รอชเดลได้กลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบของขบวนการสหกรณ์ในสมัยปัจจุบัน ด้วยสามารถส่งเสริมให้บรรดาสมาชิกมีฐานะดีขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

กลับด้านบน


ประวัติความเป็นมาของสหกรณ์ประเภทต่างๆ
1. กำเนิดสหกรณ์ผู้บริโภค (Consumer Cooperatives)
       ปี ค.ศ.1842-1843 เมืองรอชเดล (ROCHDALE) ประเทศอังกฤษ ช่างทอผ้าซึ่งมีฐานะยากจนได้รวมตัวกันใช้วิธี สหกรณ์เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา
       สหกรณ์ที่จัดตั้งเป็นครั้งแรก คือ สหกรณ์ผู้บริโภค เพื่อช่วยในการจัดหาสิ่งของอุปโภคบริโภค ซึ่งสมาชิกจำเป็นต้องใช้
       ผู้ริเริ่ม มี 28 คน โดยตั้งร้านสหกรณ์แห่งรอชเดล เป็นสหกรณ์ต้นแบบ
       กุญแจแห่งความสำเร็จของร้าน คือ “การแบ่งเงินปันผลตามส่วนแห่งการซื้อของสมาชิก”
(สอดแทรกแนวความคิดทุนนิยมเป็นตัวกระตุ้น)

กลับด้านบน

2. กำเนิดสหกรณ์เครดิต (สหกรณ์หาทุน) เป็นธนาคารประเภทหนึ่ง ทำหน้าที่เหมือนธนาคารพาณิชย์ เยอรมันเป็นต้นกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

     2.1) สหกรณ์เครดิตในเมือง (Urban Credit Society)

     2.2) สหกรณ์เครดิตในชนบท (Rural Credit Society) หรือ ธนาคารหมู่บ้าน

 

ข้อเปรียบเทียบระหว่างสหกรณ์เครดิตแบบชุลซ์เดลิทซ์ และแบบไรฟ์ไฟเซน

     ข้อที่เหมือนกัน
1). จัดตั้งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านสินเชื่อ และส่งเสริมการออมทรัพย์
2). อาศัยหลักช่วยตัวเองเป็นพื้นฐาน คือ สหกรณ์พึงก่อทุนของตนขึ้นมา หรือกู้จากภายนอก ตามแนวทางธุรกิจทั่วไป ห้ามรับเงินบริจาคจากองค์การกุศล หรือองค์การสาธารณะอื่นใด
3). กำหนดความรับผิดของสหกรณ์แบบไม่จำกัด เป็นหลักการทั่วไป ยกเว้นสำหรับสหกรณ์
ชุลซ์เดลิทซ์ บางแห่งอาจกำหนดให้มีความรับผิดจำกัด (unlimited liability) แต่สำหรับสหกรณ์ไรฟ์ไฟเซนนั้น มีความรับผิดไม่จำกัด โดยไม่มีข้อยกเว้น
4). ถือหลักเครดิตส่วนบุคคล (personal credit) เป็นสำคัญ และให้สินเชื่อแก่สมาชิกโดยเฉพาะเพื่อใช้ในการก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น

     ข้อที่แตกต่างกัน
1). วัตถุประสงค์แตกต่างกัน กล่าวคือ สหกรณ์แบบชุลซ์เดลิทซ์มีวัตถุประสงค์เฉพาะด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ส่วนสหกรณ์แบบไรฟ์ไฟเซนมีวัตถุประสงค์ในทางเศรษฐกิจและศีลธรรม สหกรณ์แบบชุลซ์เดลิทซ์มุ่งประกอบธุรกิจการธนาคารโดยแท้ ในขณะที่สหกรณ์แบบไรฟ์ไฟเซนนอกจากจะประกอบธุรกิจการธนาคาร เช่นเดียวกับสหกรณ์ชุลซ์เดลิทซ์แล้ว ยังดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อสิ่งของจำเป็นในการทำการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่สมาชิก และรวบรวมผลิตผลของสมาชิกไปจำหน่ายอีกด้วย
2). สหกรณ์เครดิตแบบชุลซ์เดลิทซ์ มีเขตแดนกว้างขวางกว่าสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซน ทั้งนี้เพื่อที่จะได้รับสมาชิกที่มีอาชีพต่างๆ กันได้เป็นจำนวนมาก และทำให้สามารถระดมทุนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สำหรับสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซน เป็นสหกรณ์ในหมู่บ้าน เขตแดนจึงจำกัดไว้ภายในหมู่บ้านเท่านั้น เพื่อให้สมาชิกรู้จักกันดี และมีการควบคุมกันเองโดยใกล้ชิด
3). สมาชิกของสหกรณ์เครดิตแบบชุลซ์เดลิทซ์ส่วนใหญ่ เป็นประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในเมือง และมีการประกอบอาชีพแตกต่างกันออกไป ทั้งมีฐานะพอควรไม่ถึงกับยากจนอย่างน้อยต้องเป็นผู้มีเงินติดตัวบ้างสามารถจ่ายค่าหุ้น และค่าธรรมเนียมแรกเข้าได้ แต่สำหรับสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซน มีสมาชิกเป็นเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ และโดยมากเป็นผู้อัตคัดขัดสนในชีวิตประจำวัน
4). สหกรณ์เครดิตแบบชุลซ์เดลิทซ์ที่มีหุ้น หุ้นจะมีราคาสูง และมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราสูง เพื่อเป็นทางให้สหกรณ์ได้เงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก และส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกด้วย ส่วนสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนในทุกกรณี จะไม่มีหุ้นโดยเด็ดขาด หรือถ้ามีหุ้น ก็จะเป็นหุ้นมูลค่าต่ำ และไม่จ่ายเงินปันผล
5). สหกรณ์เครดิตแบบชุลซ์เดลิทซ์ ์ให้เงินกู้ระยะสั้น และต้องใช้เงินคืนเต็มจำนวน แต่สหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนให้เงินกู้ระยะยาว และยอมให้ผ่อนชำระคืนเป็นงวดๆ
6). ในสหกรณ์เครดิตแบบชุลซ์เดลิทซ์ มีคณะกรรมการดำเนินการ ซึ่งได้รับบำเหน็จและค่าตอบแทน เพราะงานบริหารสหกรณ์มีมาก จำเป็นต้องจ้างเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มเวลาสำหรับสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซน มีกรรมการบริหาร หรือกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์เช่นกัน แต่กรรมการไม่ได้รับบำเหน็จ เพราะไรฟ์ไฟเซนประสงค์ที่จะปิดหนทางมิให้กรรมการบริหารเห็นแก่ความโลภ อีกทั้งกิจการของสหกรณ์ในชนบทแบบไรฟ์ไฟเซนมีน้อย ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติกันเป็นประจำ จึงไม่เป็นการเหลือบ่ากว่าแรงที่กรรมการจะอุทิศเวลาให้โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
7). ทุนสำรองของสหกรณ์แบบชุลซ์เดลิทซ์ ไม่มีข้อห้ามการแบ่งปันทุนสำรองกันในระหว่างสมาชิก ในกรณีสหกรณ์จำเป็นต้องเลิกกิจการ สำหรับทุนสำรองของสหกรณ์แบบไรฟ์ไฟเซนจะแบ่งปันกันในระหว่างสมาชิกไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าถึงเวลาต้องเลิกกิจการสหกรณ์ไรฟ์ไฟเซนต้องยกทุนสำรองนี้ ให้เป็นทุนของสหกรณ์เครดิตที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือใช้เพื่องานสาธารณูปโภคในท้องถิ่นนั้นก็ได้

 

หมายเหตุ: หลักเรื่องความรับผิดในสหกรณ์เครดิต หรือสหกรณ์หาทุน

      สหกรณ์เครดิตตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลผู้มีรายได้น้อย เพื่อจัดหาทุนให้สมาชิกกู้ ในระยะแรกสหกรณ์ไม่สามารถรวบรวมเงินทุนในหมู่สมาชิก เป็นจำนวนเพียงพอแก่ความต้องการ จึงต้องหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก โดยการรับฝากเงินและการกู้เงิน แต่ถ้าปราศจากหลักประกันก็จะหาทุนจากภายนอกได้ลำบาก หรืออาจหาไม่ได้เลย หลักประกันในเบื้องแรก ได้แก่ ความรับผิดจำกัด และความรับผิดไม่จำกัด สำหรับสหกรณ์ที่มีความรับผิดจำกัดนั้น ย่อมต้องมีทุนเรือนหุ้นเป็นหลักประกันทุนภายนอก โดยปรกติใช้สำหรับสหกรณ์เครดิตในเมือง ส่วนในชนบทนั้นประชาชนมีฐานะยากจน ไม่สามารถรวบรวมเงินทุนเรือนหุ้นเป็นหลักประกันได้ ฉะนั้นสหกรณ์ในชนบทแบบไรฟ์ไฟเซน จึงต้องใช้หลักความรับผิดไม่จำกัดเป็นหลักประกัน
      ความรับผิดจำกัดนั้นเป็นความรับผิดตามจำนวนหุ้น (liability limited by shares) คือ สมาชิกแต่ละคนมีความรับผิดเพื่อชำระหนี้สินของสหกรณ์จำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงิน ซึ่งยังส่งใช้ไม่ครบค่าหุ้นที่ตนถือ ส่วนความรับผิดไม่จำกัด (unlimited liability) มีความหมายว่า สมาชิกทุกคนมีความรับผิดต่อหนี้สินของสหกรณ์ร่วมกันและแทนกันโดยไม่จำกัด

กลับด้านบน


3. กำเนิดสหกรณ์ผู้ซื้อ (Purchasing Cooperatives)
       สหกรณ์ผู้ซื้อ หมายถึง สหกรณ์ผู้ซื้อเครื่องมือเครื่องใช้การเกษตร เพราะในภาคเกษตรกรรม พ่อค้าคนกลางรับซื้อสินค้าเกษตรจากชาวไร่ชาวนาและ ขายเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ให้แก่ชาวไร่ชาวนาด้วยราคาที่ไม่เป็นธรรม คุณภาพต่ำ
       สหกรณ์ผู้ซื้อมีกำเนิดในประเทศเยอรมัน เพราะเหตุว่า เยอรมันเป็นประเทศผู้นำด้านการใช้ปุ๋ยและเครื่องมือเกษตรกรรม ความต้องการปัจจัยเหล่านี้อย่างมาก ย่อมกระตุ้นให้เกิดสหกรณ์ผู้ซื้อในที่สุด ในระยะแรกภาระหน้าที่ในการจัดซื้อปุ๋ย เครื่องมือการเกษตรและพันธุ์ข้าวเป็นต้น ได้ตกอยู่กับสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซน ภายหลังได้แยกกิจกรรมการซื้อออกมาต่างหากในราวปี ค.ศ. 1872
       ความสำเร็จของสหกรณ์ผู้ซื้อ (Purchasing Cooperative) อยู่ที่สมาชิกจะต้องเป็น บุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อสหกรณ์ที่ตนสังกัด เมื่อต้องการสิ่งใดก็สั่งให้สหกรณ์ของตนจัดซื้อให้ ในบางครั้งสหกรณ์ผู้ซื้อให้บริการแก่ผู้มิได้เป็นสมาชิกด้วย โดยทั่วไปนั้นใช้หลักการสหกรณ์ของรอชเดลในเรื่องการกำหนดราคา และการแบ่งเงินปันผล คือ ใช้ราคาตลาด และจัดสรรกำไรคืนแก่สมาชิกตามจำนวนหุ้นที่สมาชิกถือ และตามสัดส่วนแห่งธุรกิจที่ทำไว้กับสหกรณ์

กลับด้านบน


4. กำเนิดสหกรณ์ผู้ขาย (Selling Cooperative)
       สหกรณ์ไรฟ์ไฟเซน มีอิทธิพลต่อขบวนการสหกรณ์ในชนบทอย่างมาก ในประเทศเดนมาร์คได้มีสหกรณ์แพร่หลาย เกษตรกรเดนมาร์คยอมรับสหกรณ์ เนื่องมาจากระบบการศึกษาในโรงเรียนมัธยมเกษตรกรรมชนบท (The Danish Folk High School) ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1844 ริเริ่มโดยบาทหลวงกรุนต์วิก (Bishop Nicholas Frederik Severin Grundtvig,1789-1872) ซึ่งเป็นสถานที่เรียนของบุตรหลานเกษตรกรแบบเช้าไปเย็นกลับ โรงเรียนมีนโยบายให้บุตรหลานเกษตรกรนำความรู้ไปเผยแพร่ ทำให้เกษตรกรได้รับความรู้และแนวความคิดใหม่ในการแก้ไขการผลิตที่ล้าสมัยในไร่นาของตน ในที่สุด โรงเรียนมัธยมเกษตรกรรมชนบทก็ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วประเทศเดนมาร์ค


       ในสมัยนั้น พ่อค้าคนกลางได้กดราคารับซื้อผลิตผลเกษตรอย่างไม่เป็นธรรม พวกชาวไร่ชาวนาและบาทหลวงกรุนต์วิก เห็นว่าการจัดตั้งสหกรณ์น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ต้องให้คำมั่น 3 ข้อ คือ
       1).สมาชิกทุกคนต้องสามัคคีร่วมมือกันในการซื้อและขายผลผลิตของตน
       2).สมาชิกทุกคนร่วมกันตั้งสถานี เพื่อรวบรวมผลผลิตของตนไว้ในที่เดียวกัน เรียกว่า ร้านสหกรณ์ชาวนา
       3).สมาชิกทุกคนจะไม่ยอมขายผลิตผลจากไร่นาของตนให้แก่ผู้ใด นอกจากสถานที่รวมผลิตผลของพวกตน คือ ร้านสหกรณ์ชาวนา เท่านั้น
       แม้การตั้งร้านสหกรณ์การค้าพืชผลจะเป็นผลสำเร็จ มีผลกำไรเพิ่มขึ้น แต่การร่วมกันขายผลิตผลในรูปวัตถุดิบยังเสียเปรียบพวกพ่อค้าอยู่ดี เพราะพวกพ่อค้านำวัตถุดิบไปเข้าโรงงาน ผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป และขายได้กำไรสูง เช่น นมสดได้รับการแปรรูปเป็นเนยสด เนยแข็ง บาทหลวงกรุนต์วิก จึงแนะนำให้เกษตรกรไปเสนอร่วมทุนกับนายทุนเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้ผลประโยชน์แบ่งกันอย่างยุติธรรม ซึ่งเจ้าของโรงงานยินยอมโดยดี เพราะกลัวมีปัญหาด้านวัตถุดิบจากร้านสหกรณ์ จุดนี้ คือ จุดแห่งเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทำให้เศรษฐกิจชนบทในสแกนดิเนเวีย เป็นเศรษฐกิจที่เกษตรกรและนายทุนร่วมมือกันได้อย่างดี ซึ่งนโยบายการร่วมมือกับพ่อค้าได้ดำเนินต่อไปในกิจการค้าขายส่งและขายปลีกอย่างได้ผลดี จนกระทั่งทุกวันนี้

กลับด้านบน


จุดกำเนิดแนวคิดสหกรณ์ในประเทศไทย

       “นับตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ไทยมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจในชนบทเปลี่ยนแปลง จากระบบเศรษฐกิจเพื่อเลี้ยงตัวเองเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า” ชาวนาต้องการขยายการปลูกข้าว ความต้องการเงินทุนในการขยายการผลิตและการครองชีพมีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ชาวนาผู้ไม่มีทุนต้องไปกู้ยืมจากพ่อค้า โดยเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูง นอกจากนี้ การทำนามีผลผลิตไม่แน่นอน ถ้าปีใดฝนไม่ดี ชาวนาก็จะมีหนี้สินพอกพูน
       จากสภาพปัญหาความยากจนของชาวนา ทางราชการตั้งแต่ปลายรัชกาลที่5 จึงคิดที่จะช่วยชาวนาด้วยการจัดหาเงินทุนให้กู้และคิดดอกเบี้ยต่ำ โดยกำหนดวิธีการ 2 วิธี คือ
       1. จัดตั้งธนาคารเกษตร เพื่อให้เงินกู้แก่ชาวนา แต่ขัดข้องในเรื่องเงินทุนและหลักประกันเงินกู้ ความคิดนี้จึงระงับไป
       2. วิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน เกิดจากรัฐได้เชิญ เซอร์เบอร์นาร์ด ฮันเตอร์ (Sir Bernard Hunter) นายธนาคารแห่งมัทราชอินเดีย มาสำรวจหาลู่ทางช่วยชาวนา ได้เสนอว่า ควรจัดตั้ง“ธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติ” ดำเนินการให้กู้ยืมโดยมีที่ดินและหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกัน (เช่น ให้บุคคลอื่นค้ำประกัน)
       ส่วนการควบคุมเงินกู้และเรียกเก็บเงินกู้นั้น ให้จัดตั้งเป็น “Cooperative Society” (สมาคมสหกรณ์) คือ ให้ชาวนาผู้กู้รวมตัวกันเป็นสมาคม และทำหน้าที่รับผิดชอบ
       “กล่าวได้ว่า ไทยได้เริ่มศึกษาวิธีสหกรณ์ขึ้นในปี 2457 แต่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างไร จนกระทั่ง ปี 2458 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกรมสถิติพยากรณ์ เป็นกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ ประกอบด้วยส่วนราชการ 3 ส่วน คือ การพาณิชย์ การสถิติพยากรณ์ และการสหกรณ์”
       การตั้งส่วนราชการสหกรณ์นี้ก็เพื่อที่จะดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมา โดยพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ในฐานะอธิบดีกรมพาณิชย์ ทรงพิจารณาเลือกแบบสหกรณ์เครดิตไรฟ์ไฟเซนเป็นสหกรณ์ต้นแบบ ทรงเห็นว่าเหมาะกับภาวะเศรษฐกิจของเกษตรกรไทยมากกว่ารูปแบบอื่น เพราะสหกรณ์แบบไรฟ์ไฟเซนเป็นสหกรณ์  ซึ่ง
          o สมาชิกทุกคนต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของสหกรณ์ร่วมกัน และแทนกันโดยไม่จำกัด
          o เป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก มีเขตแดนรับผิดชอบในระดับหมู่บ้านเท่านั้น สมาชิกจึงรู้จักกันดีและน่าจะควบคุมซึ่งกันและกันได้ เป็นการขจัดปัญหาว่าสมาชิกที่กู้เงินจะละทิ้งที่ดิน หลบหนีหนี้สิน
          o ดังนั้น บุคคลทั้งหลายจึงถือว่า พระองค์ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”

          ท้องที่ที่จัดตั้งสหกรณ์หาทุนเป็นแห่งแรก คือ ท้องที่ ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เหตุที่เลือกจังหวัดนี้ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีผู้คนไม่หนาแน่น และเป็นราษฎรที่เพิ่งอพยพมาจากทางใต้ จึงต้องการช่วยเหลือผู้อพยพ ซึ่งประกอบอาชีพการเกษตรให้ตั้งตัวได้ รวมทั้ง เพื่อเป็นการชักจูงราษฏรในจังหวัดอื่นที่มีผู้คนหนาแน่นให้อพยพมาจังหวัดนี้และเข้าทำประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มที่ โดยใช้ชื่อว่า “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” จดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 (ทุกปีถือเป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ) มีพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เป็นนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก


           สหกรณ์วัดจันทร์ เริ่มแรกมีสมาชิก 16 คน กู้เงินจากแบงค์สยามกัมมาจล เป็นทุนดำเนินงาน 3,000 บาท เสียดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์ ร้อยละ 6 ต่อปี สหกรณ์คิดดอกเบี้ยกับสมาชิก ร้อยละ 12 ต่อปี
           13 เดือนแรกของการดำเนินงาน สมาชิกไถ่ถอนหนี้สินได้ถึงร้อยละ 50 ดังนั้น รัฐบาลจึงขยายกิจการสหกรณ์ไปยังจังหวัดอื่นๆ
           สหกรณ์วัดจันทร์ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น รัฐคิดนำวิธีสหกรณ์ไปใช้ในจังหวัดอื่น

           แต่การจัดตั้งสหกรณ์ในระยะแรกนั้น นอกจากจะมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนแล้วยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายด้วย เพราะพระราชบัญญัติเพิ่มเติมสมาคม พ.ศ. 2459 ทำให้การจัดตั้งสหกรณ์ไม่กว้างขวางพอที่จะขยายสหกรณ์ออกไป หากจะให้จัดตั้งสหกรณ์เจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงจะต้องออกกฎหมายควบคุมให้มีขอบเขตกว้าง ดังนั้นในเวลาต่อมาทางราชการจึงได้ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติเพิ่มเติมสมาคม พ.ศ. 2459 แล้วประกาศใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471 นับเป็นกฎหมายสหกรณ์ฉบับแรก พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้มีการรับจดทะเบียนสหกรณ์ประเภทอื่นๆ จากนั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ. ศ. 2471 อีก 3 ครั้ง นับว่าการประกาศให้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ. ศ. 2471 ช่วยให้การจัดตั้งสหกรณ์ได้ขยายออกไปอีกมาก ในปี พ.ศ. 2478 มีการริเริ่มจัดตั้งสหกรณ์เช่าซื้อที่ดินที่จังหวัดปทุมธานี และได้จัดตั้งสหกรณ์ประเภทใหม่ๆ ขึ้นอีกหลายประเภท เช่น สหกรณ์บำรุงที่ดิน สหกรณ์ค้าขาย สหกรณ์นิคมฝ้าย สหกรณ์หาทุนและบำรุงที่ดิน ในปี พ.ศ. 2480 ร้านสหกรณ์ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้มีการจัดตั้งร้านสหกรณ์ขึ้นอีกหลายแห่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพ โดยจัดตั้งขึ้นทั้งในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และส่วนของประชาชน

           การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย คือ การควบ สหกรณ์หาทุนเข้าด้วยกัน โดยทางราชการได้ออกพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เปิดโอกาสให้สหกรณ์หาทุนขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียวควบเข้ากันเป็นขนาดใหญ่ สามารถขยายการดำเนินธุรกิจเป็นแบบเอนกประสงค์ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สมาชิกได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้สหกรณ์หาทุนจึงแปรสภาพเป็นสหกรณ์การเกษตรมาจนปัจจุบัน และในปี พ.ศ. 2511 สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นสถาบันสำหรับให้การศึกษาแก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ มีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับสถาบันสหกรณ์ต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์และความช่วยเหลือร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์สากลในด้านอื่นๆที่มิใช่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ โดยมี สหกรณ์ทุกประเภทเป็นสมาชิก ซึ่งประเทศไทยได้กำหนดประเภทสหกรณ์ไว้ 6 ประเภท ตามประกาศกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2516 ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า และสหกรณ์บริการ

กลับด้านบน


พัฒนาการด้านกฎหมายสหกรณ์

กลับบ้าน