บทเรียนที่ 3
หลักการและอุดมการณ์สหกรณ์


หลักการสหกรณ์
    ความหมายของหลักสหกรณ์
    ประเภทของหลักสหกรณ์
           หลักสหกรณ์ทั่วไป
           หลักสหกรณ์เฉพาะ
อุดมการณ์ของสหกรณ์



          การดำเนินงานของสหกรณ์ก็เฉกเช่นเดียวกับการดำเนินงานขององค์การธุรกิจต่างๆ กล่าวคือ จะต้องมีหลักการหรือแนวทางในการปฏิบัติเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายที่องค์การตั้งไว้ ดังนั้นในการดำเนินงานของสหกรณ์จำเป็นต้องยึดหลักที่กำหนดไว้ เรียกว่า “หลักสหกรณ์” หรือ “หลักการ สหกรณ์”

 

หลักการสหกรณ์
          

ความหมายของหลักสหกรณ์

          ได้มีผู้ให้ความหมายของหลักสหกรณ์ไว้ดังนี้
          วัตกินส์ กล่าวว่า หลักสหกรณ์เป็นความคิดที่เป็นรากฐานเงื่อนไขที่ประชาชนยอมรับเมื่อตกลงร่วมมือกัน
          บักเกน กล่าวว่า หลักของสหกรณ์กำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นเกณฑ์ในการกำหนดวัตถุประสงค์และชักจูงการกระทำเพื่อบรรลุจุดหมายที่ต้องการ เกณฑ์มาตรฐานนี้อาจเป็นในรูปของกฎหมายหรือกฎที่ควบคุมการปฏิบัติของผู้ที่ประกอบกิจการร่วมกัน
          มุงค์เนอร์ อธิบายว่า หลักสหกรณ์คือ ความคิดที่ไม่แปรผันหรือแนวทางที่กำหนดลักษณะสำคัญของสมาคมสหกรณ์ในฐานะเป็นองค์การแบบหนึ่งที่แตกต่างจากองค์กรอื่นๆ และเป็นสิ่งที่ใช้วัดงานที่ปฏิบัติจริง
          ดูบาชิ กล่าวว่า หลักสหกรณ์ อธิบายหลักสำคัญในการทำงานของสหกรณ์ และหลัก
สหกรณ์พรรณาคุณสมบัติขององค์การแบบสหกรณ์

          องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA) ได้ให้คำนิยามหลักสหกรณ์ (จากแถลงการณ์ว่าด้วยเอกลักษณ์ของสหกรณ์ในปี ค.ศ. 1995) ไว้ว่า หลักสหกรณ์เป็นแนวทาง (Guidelines) สำหรับสหกรณ์ในการนำค่านิยมของสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ แนวทางในการทำให้ค่านิยมของสหกรณ์ซึ่งเป็นนามธรรมบังเกิดผลเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ

          จากความหมายของหลักสหกรณ์ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า หลักสหกรณ์หรือหลักการสหกรณ์เป็นแนวทางหรือกรอบในการดำเนินงานของสหกรณ์ โดยสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ของ สหกรณ์ ซึ่งนักสหกรณ์ทั้งหลายได้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ปรารถนา รวมทั้งหลัก สหกรณ์ยังใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อที่จะวัดความเป็นสหกรณ์อีกด้วย

กลับด้านบน


ประเภทของหลักสหกรณ์

          ในทางวิชาการไม่มีการแบ่งประเภทของหลักสหกรณ์ไว้อย่างชัดเจน แต่จากการศึกษาหลัก สหกรณ์ต่างๆ ที่นักสหกรณ์มักจะอ้างถึง อาจแบ่งหลักสหกรณ์ออกเป็น 2 ประเภท คือ

          (1) หลักสหกรณ์ทั่วไป เป็นหลักซึ่งยอมรับกันอย่างแพร่หลาย และสหกรณ์ประเทศต่างๆ ยึดเป็นแนวปฏิบัติแทบไม่มีข้อยกเว้น ถ้าหากสหกรณ์ใดดำเนินการโดยเลี่ยงไปจากหลักสหกรณ์ทั่วไปนี้แล้ว แทบจะกล่าวได้ว่าขาดลักษณะสำคัญขององค์การสหกรณ์ไป หรืออาจกล่าวได้ว่า หลัก สหกรณ์ทั่วไปก็คือ เงื่อนไขของการเป็นสหกรณ์นั่นเอง

          (2) หลักสหกรณ์เฉพาะ เป็นหลักซึ่งยังไม่เป็นที่รับรองกันทั่วไป หรือเหมาะกับสหกรณ์บางประเภทเท่านั้น ซึ่งอาจจะดัดแปลงให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อมเฉพาะชุมชนนั้นๆ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานให้บรรลุจุดมุ่งหมายของแต่ละสหกรณ์

          หลักสหกรณ์ทั่วไปเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย และสหกรณ์ประเภทต่างๆยึดถือปฏิบัตินั้นได้รับการปรับปรุงและพัฒนามาโดยตลอด เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นไปของสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งวิวัฒนาการของหลักสหกรณ์ที่ขบวนการสหกรณ์ใช้ยึดปฏิบัตินั้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลา คือ
          1. หลักสหกรณ์รอชเดล (ใช้กันในระยะแรก)
          2. หลักสหกรณ์สากล (ใช้กันในช่วง พ.ศ. 2480-2508)
          3. หลักสหกรณ์สากล (ใช้กันในช่วง พ.ศ. 2509-2537)
          4. หลักสหกรณ์สากลที่ใช้ในปัจจุบัน

กลับด้านบน


1. หลักสหกรณ์รอชเดล
          หลักสหกรณ์รอชเดล ถือว่าเป็นแม่แบบของหลักสหกรณ์ซึ่งใช้กันอยู่ในปัจจุบัน สิ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของร้านสหกรณ์รอชเดลที่ทำให้ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ หลักสหกรณ์รอชเดลซึ่งได้มาจากการสรุปสาระของกฏและข้อปฏิบัติที่ใช้ในการดำเนินงานร้านสหกรณ์รอชเดล โดยได้ประกาศออกมาใช้ในปี ค.ศ. 1860 (พ.ศ. 2403) แต่เนื่องจากผู้นำสหกรณ์รอชเดลรุ่นแรกไม่ได้แสดงถึงหลักสหกรณ์ไว้เป็นการเฉพาะทำให้นักสหกรณ์ต่อๆมา ได้กล่าวถึงหลักรอชเดลไว้ต่างๆกัน แต่สำหรับในที่นี้จะขอใช้หลักสหกรณ์รอชเดลซึ่งได้จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ผู้นำแห่งรอชเดล (Rochdale Pioneers Museum) จำนวน 7 ประการดังนี้คือ

          หลักการที่ 1 การเปิดรับสมาชิกทั่วไป 
          Open Membership
          หลักการข้อนี้ แสดงถึงความเป็นสากลของปรัชญาสหกรณ์ ที่เปิดรับทุกคนที่ต้องการใช้บริการของสหกรณ์เข้าเป็นสมาชิก ความเป็นสากลนี้ย่อมหมายถึงการไม่กีดกันในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และพรรคการเมืองของแต่ละคน โดยให้บุคคลที่เข้าเป็นสมาชิกภายหลังมีฐานะเท่าเทียมกับสมาชิกที่เข้ามาก่อน

          หลักการที่ 2 การควบคุมแบบประชาธิปไตย (หนึ่งคนหนึ่งเสียง)
          Democratic Control ( One man, one vote )
          หลักการข้อนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนทั้งหมดมีสิทธิในการออกเสียง โดยสมาชิกมีสิทธิออกเสียงได้คนละหนึ่งเสียง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวคิดสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับบุคคลมากกว่าจำนวนหุ้นที่ถือ ในขณะที่การบริหารงานของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การออกเสียงเป็นไปตามสัดส่วนของการถือหุ้น

          หลักการที่ 3 การเฉลี่ยคืนตามส่วนแห่งการซื้อ
          Distribution of Surplus in Proportion to Trade
          การที่สหกรณ์จ่ายเงินส่วนที่เหลือจากการดำเนินงาน(กำไร)เฉลี่ยคืนให้
แก่สมาชิกตามส่วนแห่งการซื้อหรือทำธุรกิจกับสหกรณ์ เพื่อที่จะกระตุ้นให้สมาชิกรักและภักดีต่อ
สหกรณ์ ซึ่งหลักข้อนี้แตกต่างจากที่ปฏิบัติกันในธุรกิจแบบทุนนิยมที่จ่ายเงินปันผลตามส่วนการถือหุ้น และระบบสังคมนิยมที่เงินปันผลตกเป็นของสังคม

          หลักการที่ 4 การจ่ายดอกเบี้ยแก่เงินทุนในอัตราจำกัด
          Payment of Limited Interest on Capital
          หลักการข้อนี้อธิบายได้ว่า การจ่ายผลตอบแทนแก่ทุนนั้นควรจะจำกัด ซึ่งได้แนวความคิดมาจากโรเบิร์ต โอเวน ซึ่งได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 5 เพื่อป้องกันการเข้ามาแสวงหากำไรของนายทุนจากสหกรณ์ โดยไม่ทำธุรกิจกับสหกรณ์

          หลักการที่ 5 การเป็นกลางทางการเมืองและศาสนา
          Political and Religious Neutrality
          หลักการข้อนี้ ผู้นำแห่งรอชเดลต้องการที่จะกันเรื่องการเมืองและศาสนาออกไปจากสหกรณ์ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างกันในแนวความคิด

          หลักการที่ 6 การค้าด้วยเงินสด
          Cash Trading
          หลักการข้อนี้แยกออกเป็น 2 ลักษณะคือ การขายสินค้าด้วยเงินสด และการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพดี แม้ว่าลักษณะทั้ง 2 ประการจะไม่สำคัญสำหรับสหกรณ์ทุกประเภทแต่ก็สำคัญมากสำหรับสหกรณ์ร้านค้าทั้งด้านผู้ผลิตและผู้บริโภค การที่ผู้นำแห่งรอชเดลกำหนดหลักการข้อนี้ เพราะว่าพวกเขาได้เห็นตัวอย่างของการขายสินค้าเชื่อแล้วทำให้กิจการทรุดโทรม อันเนื่องจากเกิดปัญหาการไม่สามารถชำระหนี้ส่งผลให้ร้านค้าไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อซื้อสินค้าใหม่ ประกอบกับพวกเขาต้องการให้คนงานใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย และในสมัยนั้นพ่อค้ามักจะปลอมปนสินค้า และการชั่งตวงวัดก็ไม่มีความซื่อตรงต่อลูกค้า

          หลักการที่ 7 การส่งเสริมการศึกษา
          Promotion of Education
          หลักการข้อนี้ผู้นำแห่งรอชเดลเห็นว่า การที่สหกรณ์จะมีความมั่นคงและเจริญเติบโตนั้นเงื่อนไขที่สำคัญก็คือ สมาชิกจะต้องมีส่วนร่วมและมีความรู้ความเข้าใจสหกรณ์เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงต้องมีการให้การศึกษาด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์แก่สมาชิก

กลับด้านบน


2. หลักสหกรณ์สากล (ที่ใช้กันในช่วง พ.ศ. 2480-2508)
          ถึงแม้ว่าประเทศต่างๆ จะนำหลักสหกรณ์รอชเดลไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติก็ตาม แต่ระยะต่อมาได้มีการโต้แย้งและมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันถึงหลักการที่สำคัญและจำเป็น ตลอดจนความหมายที่แท้จริงของหลักการแต่ละข้อ ดังนั้น องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ(ICA) จึงมีการพิจารณาปรับปรุงหลักสหกรณ์ เป็นจำนวน 3 ครั้งมาแล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคม และโครงสร้างทางธุรกิจของสหกรณ์ประเภทต่างๆในประเทศทั้งหลายในโลก โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

          การปรับปรุงหลักสหกรณ์สากลครั้งที่ 1
          ในการประชุมสมัชชาของ ICA ครั้งที่ 15 ณ นครปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) คณะกรรมการได้แถลงถึงหลักการสหกรณ์สากลที่พิจารณาปรับปรุงมาจากหลักสหกรณ์รอชเดล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ที่มีความสำคัญแตกต่างกันดังนี้

          กลุ่มที่ 1 เรียกว่า หลักสหกรณ์ขั้นพื้นฐาน ( Fundamental Principles )
          ประกอบด้วยหลักสหกรณ์รอชเดล 4 ประการ โดยถือเป็นหลักสหกรณ์ที่ทุกประเทศจำเป็นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ได้แก่
          1. หลักการเปิดรับสมาชิกทั่วไป
          2. หลักการควบคุมแบบประชาธิปไตย
          3. หลักการจัดสรรเงินส่วนเกินตามส่วนการทำธุรกิจกับสหกรณ์
          4. หลักการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่เงินทุนในอัตราจำกัด

          กลุ่มที่ 2 เรียกว่า หลักสหกรณ์ประกอบ (Subsidiary Principles)
          ประกอบด้วยหลักสหกรณ์รอชเดล 3 ประการ โดยถือเป็นหลักสหกรณ์ที่มีความสำคัญรองลงมา ไม่บังคับในการปฏิบัติ และการไม่ปฏิบัติตามหลักประกอบเหล่านี้ก็ไม่เป็นเหตุให้สูญเสียความเป็นสหกรณ์ไปด้วย แต่ถ้าสหกรณ์สามารถยึดถือปฏิบัติด้วยก็เป็นการดี ได้แก่
          1. หลักการเป็นกลางทางการเมืองและศาสนา
          2. หลักการค้าด้วยเงินสด
          3. หลักการส่งเสริมการศึกษา

          จะเห็นได้ว่าในการปรับปรุงหลักสหกรณ์ครั้งแรกยังอ้างอิงอยู่บนหลักสหกรณ์รอชเดลเดิมทั้งหมด

กลับด้านบน


3. หลักสหกรณ์สากล (ที่ใช้กันในช่วง พ.ศ. 2509-2537)

          การปรับปรุงหลักสหกรณ์สากลครั้งที่ 2
          ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงประเทศต่างๆทั่วโลกพากันเร่งฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหายจากภาวะสงคราม โดยมีการลงทุนขนาดใหญ่จากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มีการพัฒนาระบบการสื่อสาร การคมนาคม ทำให้เกิดการลงทุนข้ามชาติ การแข่งขันทางธุรกิจระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจของเอกชน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลกระทบต่อขบวนการ สหกรณ์ทั่วโลก ขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนาก็ได้นำวิธีการสหกรณ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่งทำให้สหกรณ์มีการขยายตัวอย่างมากในภูมิภาคต่างๆของโลก และส่งผลให้ขบวนการสหกรณ์ทั่วโลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดองค์การ เทคนิคและอุดมการณ์
          ดังนั้นในปี ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509 ) องค์การไอซีเอได้ประชุมพิจารณาหลักการสหกรณ์อีกครั้งหนึ่ง ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และได้ลงมติว่า ควรมีหลักสหกรณ์ 6 ประการ โดยให้หลัก สหกรณ์แต่ละข้อมีความสำคัญเท่าเทียมกันทุกประการ หลักสหกรณ์สากล 6 ประการมีดังนี้

          หลักการที่ 1 เปิดรับสมาชิกโดยทั่วไปและด้วยใจสมัคร Open and Voluntary Membership
          การเป็นสมาชิกสหกรณ์ควรเป็นไปด้วยความสมัครใจ และเปิดโอกาสให้ทุกคนที่ต้องการใช้บริการสหกรณ์ และเต็มใจรับผิดชอบในฐานะสมาชิกสมัครเป็นสมาชิกได้ โดยไม่มีข้อจำกัดทางสังคม การเมือง เชื้อชาติ หรือศาสนา

          หลักการที่ 2 การควบคุมแบบประชาธิปไตย Democratic Control
          สหกรณ์เป็นองค์การประชาธิปไตย กิจการของสหกรณ์ควรดำเนินการโดยบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งตามวิธีการที่สมาชิกต้องการ สมาชิกขั้นปฐมควรมีสิทธิในการออกเสียงเท่ากัน (หนึ่งคน หนึ่งเสียง) และมีส่วนในการตัดสินใจที่มีผลต่อสหกรณ์เท่ากัน ใน สหกรณ์อื่นนอกจากสหกรณ์ขั้นปฐมการบริหารงานควรเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย

          หลักการที่ 3 การจำกัดดอกเบี้ยเงินทุน Limited Interest on Capital
          สหกรณ์จะให้ผลตอบแทนแก่เงินทุนในอัตราจำกัด ถือว่าเป็นลักษณะสำคัญของการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ ทั้งนี้เพื่อมิให้ทุนมีบทบาทครอบงำกิจการสหกรณ์มากไปกว่าบทบาทของคนซึ่งเป็นสมาชิก โดยสหกรณ์มีวิธีการจ่ายดอกเบี้ยตามหลักข้อนี้อยู่ 4 ประการ คือ
          (1) ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยทุนเรือนหุ้น หรือ
          (2) จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นอยู่ในตลาดทั่วไป
หรือ
          (3) จ่ายดอกเบี้ยในอัตราจำกัดไว้ระยะหนึ่งที่กำหนด หรือ
          (4) จ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพิ่มเติมเป็นพิเศษโดยรวมเข้าในดอกเบี้ยเงินทุน
ที่จ่ายให้สมาชิก เพื่อเป็นการชักจูงสมาชิกให้นำเงินมาลงทุนในสหกรณ์มากกว่าลงทุนในกิจการอื่น

          หลักการที่ 4 การจัดสรรเงินส่วนเกินอย่างเที่ยงธรรม Equitable Distribution of Surplus
          ผลทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดำเนินงานของสหกรณ์เป็นของสมาชิก และการจัดสรรส่วนเกินจะต้องเป็นธรรมในหมู่สมาชิก การจัดสรรอาจทำได้ดังต่อไปนี้
          (1) จัดสรรไว้เพื่อพัฒนากิจการของสหกรณ์
          (2) จัดสรรไว้เพื่อบริการส่วนรวม เช่น ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักสหกรณ์แก่สมาชิก
          (3) จ่ายให้กับสมาชิกตามส่วนที่ทำธุรกิจกับสหกรณ์

          หลักการที่ 5 การศึกษาทางสหกรณ์ Cooperative Education
          การให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนางานด้านสหกรณ์ สหกรณ์จะก้าวหน้าหรือล้าหลังขึ้นอยู่กับพื้นฐานการศึกษาของสมาชิกเป็นสำคัญ ดังนั้นสหกรณ์ทั้งปวงควรจัดให้มีการศึกษาแก่สมาชิก พนักงานสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ในหลักและวิธีการสหกรณ์รวมทั้งความรู้ด้านเศรษฐกิจและประชาธิปไตย

          หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ Cooperation among Cooperatives
          เพื่ออำนวยประโยชน์แก่สมาชิกและชุมชนอย่างดีที่สุด สหกรณ์ทั้งปวงควรร่วมมือกันอย่างจริงจังกับสหกรณ์อื่นๆ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระหว่างประเทศ โดยการร่วมมือระหว่างสหกรณ์ในที่นี้มีด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ
          (1) การร่วมมือกันในแนวดิ่ง เป็นการร่วมมือระหว่างสหกรณ์ต่างระดับ   เช่น สหกรณ์ระดับปฐมกับสหกรณ์ระดับมัธยม สหกรณ์มัธยมกับสหกรณ์ระดับชาติ
          (2) การร่วมมือกันในแนวราบ เป็นการร่วมมือระหว่างสหกรณ์ในระดับเดียวกัน
          หลักข้อนี้เป็นหลักที่กำหนดขึ้นใหม่ แต่แนวความคิดในการร่วมมือกันนั้นมีในสหกรณ์อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นหลักข้อนี้จึงเพียงขยายความคิดพื้นฐานทางสหกรณ์ให้ปรากฏชัดแจ้งเพื่อประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสหกรณ์มีลักษณะเป็น “ขบวนการ” หมายความว่า เป็นสิ่งที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมทำให้เกิดสิ่งอื่นๆ ในทำนองเดียวกันขึ้นอีก จึงมีลักษณะของการพัฒนาหรือขยายงานออกไปอยู่เรื่อยๆ สหกรณ์จึงไม่อาจอยู่โดดเดี่ยวได้จำเป็นจะต้องร่วมมือกับสหกรณ์อื่นๆ เพื่อให้เป็นระบบที่มั่นคงยิ่งขึ้น

          หลักสหกรณ์ทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะพบว่า หลักสี่ประการแรกกำหนดวิธีการทำงานของสหกรณ์ ส่วนหลักสองประการหลังเป็นหลักหัวใจสำหรับความก้าวหน้าของขบวนการสหกรณ์ โดยหลักสหกรณ์ทั้งหมดต่างก็สนับสนุนและเสริมกำลังซึ่งกันและกัน ซึ่งทุกสหกรณ์สามารถจะถือใช้ได้ทั้งหมด

กลับด้านบน


4. หลักสหกรณ์สากลที่ใช้ในปัจจุบัน

          การปรับปรุงหลักสหกรณ์สากลครั้งที่ 3
          ภายหลังจากการประกาศใช้หลักสหกรณ์สากล 6 ประการ ที่ให้ความสำคัญกับหลัก
สหกรณ์ทุกข้อ ซึ่งได้รับการยอมรับเพื่อใช้ถือปฏิบัติร่วมกันระหว่างสหกรณ์ทั้งหลายทั่วโลก เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้วนั้น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 สิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาตามมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา คือ ผลของการพัฒนาที่ไม่ก่อให้เกิดกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ความแตกต่างของรายได้ปรากฏขึ้นในทุกระดับชั้นของพลเมืองโลก ในขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคโลกไร้พรมแดนด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย สามารถติดต่อกันได้ทั่วทุกมุมโลกในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงระยะนี้เองธุรกิจขนาดใหญ่ได้หันมาจับมือร่วมกันกลายเป็นพันธมิตรทางการค้าเพื่อมุ่งหวังครอบครองตลาดให้มากที่สุด ซึ่งอำนาจในการครอบครองตลาดยิ่งมากเท่าใด อำนาจในการผูกขาดก็มากขึ้นเพียงนั้น และการตักตวงผลประโยชน์ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย

          จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น ทำให้ที่ประชุมสมัชชาของสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ ครั้งที่ 31 เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1995(พ.ศ. 2538) ณ เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้ให้การรับรองหลักสหกรณ์สากลใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า แถลงการณ์ว่าด้วยเอกลักษณ์ของการ สหกรณ์ (The Statement of Co-operative Identity) ซึ่งประกอบด้วยหลักสหกรณ์สากลจำนวน 7 ประการ เพื่อผลักดันให้ขบวนการสหกรณ์สามารถปรับกระบวนยุทธทางธุรกิจอย่างเท่าทันสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปได้ โดยยังคงยืนหยัดแนวคิด อุดมการณ์และหลักการสหกรณ์เฉกเช่นผู้นำทางความคิดสหกรณ์ที่ได้ริเริ่มการสหกรณ์ไว้แต่แรก

          
เหตุผลที่มีการทบทวนหลักการสหกรณ์

          เหตุผลที่องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ(ICA) ให้มีการทบทวนหลักการสหกรณ์ โดยการประกาศเอกลักษณ์ของการสหกรณ์ที่จะดำเนินการในปี ค.ศ. 1995 นั้นก็ เนื่องจากได้มีสถานการณ์ที่เผชิญหน้าอย่างท้าทายต่อขบวนการสหกรณ์ ดังต่อไปนี้

          ในช่วงปี ค.ศ. 1970 ถึง 1995 เศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้มีการขยายตัวอย่างสูง และมีผลกระทบไปทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด ข้อจำกัดหรือการกีดกันทางการค้าที่มีอยู่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อาทิเช่น การกำหนดเขตการค้าเสรี การลดการอุดหนุนสินค้าเกษตรกรรมของรัฐบาล การทบทวนกฎเกณฑ์ในอุตสาหกรรมการเงิน ล้วนแต่คุกคามโครงข่ายทางเศรษฐกิจที่เคยครอบคลุมกิจกรรมของสหกรณ์ต่าง ๆ ที่ดำเนินมานานติดต่อกันหลายทศวรรษ ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด ขบวนการสหกรณ์จึงจำเป็นต้องมีการทบทวน ตรวจสอบว่า วิธีการสหกรณ์จะสนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร

          การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หมายความถึงการที่สหกรณ์จะต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงและเข้มข้นขึ้น การใช้ข้อได้เปรียบจากระบบการสื่อสารที่ทันสมัยทำให้ “เงินทุน” มีอิทธิพลเหนือโลกได้เพื่อแสวงหาลู่ทางการลงทุนที่ดี เมื่อพิจารณาผลทางเศรษฐกิจย่อมหมายความว่า สหกรณ์ทั้งหลายกำลังพบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีความได้เปรียบทั้งในด้านเงินทุนและสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งสหกรณ์ทั้งหลายไม่มี

          นอกจากนี้แล้วสหกรณ์ก็กำลังเผชิญหน้ากับ “สื่อ” และ “สถาบันการศึกษา” นานาชาติ ที่ล้วนแต่เน้นย้ำถึงการทำธุรกิจที่เป็นเจ้าของโดยนักลงทุนเท่านั้น ประเด็นนี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณค่าของวิสาหกิจที่มีการควบคุมแบบประชาธิปไตย อย่างเช่นสหกรณ์ในเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์แก่ประชาชนว่ามีอยู่อย่างไร

          ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือ การเติบโตอย่างมากมายของธุรกิจทุนนิยมได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นที่มีอยู่ในระบบสหกรณ์ โดยเฉพาะในประเทศแถบแอตแลนติคเหนือ การเผชิญหน้าเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องสร้างความชัดเจนว่า “สหกรณ์” มีคุณค่าและมีเอกลักษณ์อย่างไร

          ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก การผ่อนคลายของระบบเศรษฐกิจที่ควบคุมจากส่วนกลางทำให้ประเด็นเกี่ยวกับบทบาทของสหกรณ์ได้รับการกล่าวถึงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้โอกาสในการกำเนิดสหกรณ์ใหม่ ๆ จะเปิดกว้างรออยู่ แต่ก็จะไม่สามารถมีสหกรณ์เกิดขึ้นได้ หากไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร หรือจะได้รับการสนับสนุนอย่างไร ในเวลาเดียวกันการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย กลุ่มลาตินอเมริกาบางส่วน และอาฟริกาได้ก่อให้เกิดความแตกต่างในโอกาสของการเติบโตของสหกรณ์ แท้จริงแล้วสหกรณ์ชั้นนำในกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ให้ภาพที่ชัดเจนและสดใสสำหรับการเคลื่อนตัวของขบวนการสหกรณ์ในอนาคต

          สหกรณ์ยังได้เผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายอื่นในช่วงทศวรรษ 1990 คือสิ่งที่เชื่อกันว่ามีความสำคัญยิ่งขึ้นในทศวรรษต่อไป คือ การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของบุคคลที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้แก่ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรโลก การเติบโตของสิ่งที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งในชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม วัฎจักรของความยากจนที่ฝังรากลึกในทุกภูมิภาคของโลก ตลอดจนปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างชนชาติ

          การสหกรณ์นั้น แม้ว่าโดยตัวเองจะไม่สามารถใช้แก้ไขปัญหาที่กล่าวถึงข้างต้นได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถช่วยในการหาทางออกบางอย่างได้ นั่นคือ สหกรณ์สามารถมีบทบาทในการผลิตอาหารคุณภาพดีจำหน่ายในราคายุติธรรม การแสดงบทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การแสดงบทบาทในการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจออกไปอย่างกว้างขวางและเป็นธรรม สามารถผนึกกำลังของผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หลากหลายความเชื่อทางศาสนาและการเมือง เข้าเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันได้


          
หลักการสหกรณ์สากลที่ใช้ในปัจจุบัน
          จากคำแถลงการณ์ขององค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยเอกลักษณ์ของสหกรณ์มีรายละเอียดดังนี้

          คำนิยาม (Definition of Cooperative)
          สหกรณ์เป็นองค์การปกครองตนเองของบรรดาบุคคลซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจเพื่อสนองความต้องการอันจำเป็นและความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยการดำเนินการวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน และควบคุมตามหลักประชาธิปไตย

          ค่านิยมสหกรณ์ (Cooperative Values)
          สหกรณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งค่านิยมของการช่วยตนเอง ความรับผิดชอบต่อตนเอง ประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรมและความสามัคคี สมาชิกสหกรณ์ตั้งมั่นในค่านิยมทางจริยธรรมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต ความเปิดเผยความรับผิดชอบต่อสังคมและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น โดยเจริญรอยตามขนบธรรมเนียมของผู้ริเริ่มการสหกรณ์

          หลักการสหกรณ์ (Cooperative Principles)
          หลักการสหกรณ์เป็นแนวทาง (Guidelines) สำหรับสหกรณ์ในการนำค่านิยมของสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติ

          หลักการที่ 1 การเปิดรับสมาชิกทั่วไปด้วยความสมัครใจ (Voluntary and Open Membership)
          สหกรณ์เป็นองค์การแห่งความสมัครใจ เปิดรับบุคคลทั่วไปที่สามารถใช้บริการของสหกรณ์ได้ และเต็มใจจะรับผิดชอบในฐานะสมาชิกเข้าเป็นสมาชิก โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในเรื่องเพศ ฐานะทางสังคม เชื้อชาติ การเมืองหรือศาสนา

          หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (Democratic Member Control)
          สหกรณ์เป็นองค์การประชาธิปไตยที่มีการควบคุมโดยสมาชิกซึ่งมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจ ชายและหญิงซึ่งได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกต้องรับผิดชอบต่อบรรดาสมาชิก ในสหกรณ์ขั้นปฐมสมาชิกมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน (หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง) ส่วนสหกรณ์ระดับอื่นก็ได้ดำเนินการตามแนวทางประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน

          หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจโดยสมาชิก (Member Economic Participation)
          สมาชิกพึงมีส่วนร่วมในการลงทุนในสหกรณ์ของตนเองอย่างเสมอภาคกัน และมีส่วนในการควบคุมการใช้ทุนของสหกรณ์ตามแนวทางประชาธิปไตย ทุนของสหกรณ์นั้นอย่างน้อยส่วนหนึ่งต้องเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของสหกรณ์และสมาชิกจะได้รับผลตอบแทน (ถ้ามี) จากการลงทุนในสหกรณ์นั้นในอัตราอันจำกัดตามเงื่อนไขแห่งการเป็นสมาชิก สมาชิกสามารถจัดสรรเงินส่วนเกินเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทุกอย่าง ดังนี้คือ เพื่อการพัฒนาสหกรณ์โดยกันไว้เป็นเงินสำรอง ซึ่งอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีส่วนหนึ่งที่นำมาแบ่งกันมิได้ หรือเพื่อจัดสรรให้แก่สมาชิกตามส่วนของธุรกิจที่ได้ทำกับสหกรณ์ และเพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่มวลสมาชิกเห็นชอบ

          หลักการที่ 4 การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ (Autonomy and Independence)
          สหกรณ์เป็นองค์การช่วยตนเองและปกครองตนเองโดยการควบคุมจากสมาชิก ในกรณีที่สหกรณ์จะมีข้อตกลงผูกพันกับองค์การอื่นใด รวมทั้งรัฐบาล หรือจะต้องเพิ่มเงินลงทุนจากแหล่งเงินทุนภายนอก สหกรณ์จะต้องกระทำการดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขที่มั่นใจได้ว่ามวลสมาชิกยังคงธำรงไว้ซึ่งอำนาจในการควบคุมสหกรณ์ตามแนวทางประชาธิปไตย และสหกรณ์ยังคงดำรงความเป็นอิสระ

          หลักการที่ 5 การให้การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ (Education, Training and Information)
          สหกรณ์พึงให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่สมาชิก ผู้แทนจากการเลือกตั้ง ผู้จัดการและพนักงาน เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถมีส่วนช่วยพัฒนาสหกรณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิผล และสหกรณ์พึงให้ข่าวสารความรู้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนและผู้นำทางความคิดเห็นในเรื่องคุณลักษณะและคุณประโยชน์ของสหกรณ

          หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ (Cooperation Among Cooperatives)
          สหกรณ์พึงรับใช้สมาชิกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสหกรณ์ได้ โดยประสานความร่วมมือกันในระดับสหกรณ์ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

          หลักการที่ 7 ความเอื้ออาทรต่อชุมชน (Concern for Community)
          สหกรณ์พึงดำเนินงานต่างๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนที่สหกรณ์ตั้งอยู่ ตามนโยบายที่มวลสมาชิกได้ให้ความเห็นชอบ

 


อุดมการณ์ของสหกรณ์
          อุดมการณ์ของสหกรณ์ คือ ความเชื่อมั่นร่วมกันที่ว่าจะให้สหกรณ์ไปสู่ความกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรม และเกิดสันติสุขในสังคม
          อุดมการณ์ของสหกรณ์ และหลักสหกรณ์ มีความหมายแตกต่างกัน คือ หลักสหกรณ์จะใช้กับองค์การสหกรณ์ ถ้าต้องการให้องค์การสหกรณ์ดำเนินการประสบความสำเร็จ ก็ควรปฏิบัติตามหลักสหกรณ์ ส่วนอุดมการณ์สหกรณ์ ใช้กับทั้งตัวสมาชิกสหกรณ์ และองค์การสหกรณ์ แม้องค์การสหกรณ์มีผู้บริหารที่มีประสบการณ์น้อย แต่ก็อาจประสบความสำเร็จได้ ถ้าบรรดาสมาชิกเป็นคนดี มีอุดมการณ์สหกรณ์ สหกรณ์ก็สามารถเป็นปึกแผ่นอยู่ได้
          อุดมการณ์สหกรณ์ มีดังต่อไปนี้
1. การเป็นผู้ให้ การที่จะทำให้สหกรณ์สามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างประสบความสำเร็จนั้น สมาชิกจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
2. น้ำใจทางสหกรณ์ ความมีน้ำใจทางสหกรณ์ คือ การที่สมาชิกเกิดความรู้สึกว่า ถ้าสมาชิกต้องการช่วยเหลือตัวเองให้มีฐานะที่ดีขึ้น จำเป็นต้องเข้าไปร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆ เพื่อให้เกิดพลังทางเศรษฐกิจ ดังนั้น น้ำใจทางสหกรณ์ คือ การช่วยเหลือตนเองโดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะลำพังคนๆเดียวนั้นย่อมไม่สามารถแก้ปัญหา ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมได้
3. ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดี คือ เมื่อมีการจัดตั้งสหกรณ์แล้ว สมาชิกทั้งมวลจะต้องมีภาระผูกพันที่จะต้องติดต่อธุรกิจกับสหกรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในกรณีที่เป็นสหกรณ์เครดิต สมาชิกต้องไม่เป็นคนเหนียวหนี้โดยไม่จำเป็น ต้องเข้าใจว่า ถ้าตนไม่ยอมรับชำระเงินกู้คืนให้แก่สหกรณ์แล้ว เพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ ที่กำลังเดือดร้อนจะเสียโอกาสที่จะได้รับเงินกู้ไปหมุนเวียนต่อไป
4. การให้บริการแก่สมาชิก   การให้บริการแก่สมาชิกเป็นเป้าหมายสูงสุด เพราะ สหกรณ์เป็นของสมาชิก ดำเนินการโดยสมาชิก และเพื่อสมาชิก
5. การไม่แสวงหากำไรสูงสุด การดำเนินการสหกรณ์ จะต้องไม่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดเป็นหลักในการบริหารงานสหกรณ์ ดังนั้น หน้าที่ของสหกรณ์ คือ การจัดหาสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายแก่สมาชิกในราคาย่อมเยา หรือ ถ้าเป็นการให้กู้ ก็ควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำที่สุด เป็นต้น
6. สมาชิกสหกรณ์มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ตัวสมาชิกสหกรณ์เองจำเป็นต้องเป็นบุคคลที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ทำใจให้เปิดกว้าง ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนให้แก่เพื่อนสมาชิกอื่นๆด้วยความเต็มใจ
7. สมาชิกมีภาระผูกพันต้องรับรู้ปัญหาของสหกรณ์ เมื่อสหกรณ์มีการประชุมใหญ่ สมาชิกทุกคนจะต้องเข้าประชุม เพื่อพิจารณาปัญหา และรับรู้ในกิจการต่างๆ ของสหกรณ์ด้วยตนเอง จะมอบหมายให้สมาชิกคนอื่นออกเสียงแทนไม่ได้ การรับรู้ปัญหาในสหกรณ์จะทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับเพื่อนสมาชิก เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน การได้รับรู้ปัญหาของเพื่อนสมาชิกเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการร่วมมือกัน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอก ความเป็นอิสระในการปกครองตนเองจึงเกิดขึ้นในที่สุด

กลับบ้าน