กล่องข้อความ: กลุ่มสาระสังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ  จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานเขตพื่นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเชียงใหม่   เขต 1   โทร.0-5327-6430    www.Wattano.ac.th

 

 


  

กล่องข้อความ: Home      ถิ่นกำเนิด      โยนกเชียงแสน     ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา      สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี       รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5     ร.6    ร.7   ร.8    ยุคปัจจุบัน 

                                                                                                                                     รัชกาลที่ 2

                                                                                                                                                     พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

                                                                                                                                             ประสูติ พ.ศ. 2310  ครองราชย์ พ.ศ. 2353 – พ.ศ. 2367

 

                                                                                พระราชประวัติ

                                                                              พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี  ทรงประสูติริมื่อ 24 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2310  ตรงกับวันพุธ

                                                                              ขึ้น 7 ค่ำ  เดือน 3  ปีกุน  มีพระนามเดิมว่า “ฉิม”  พระองค์ทรงเป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ 4  ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับกรม

                                                                               สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ประสูติ    บ้านอัมพวา  แขวงเมืองสมุทรสงคราม  ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า

                                                                               จุฬาโลกเป็นหลวงยกพระบัตรเมืองราชบุรี

                                                                                พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ได้ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี  ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระชนมายุ  16 พรรษา  พระราชบิดาจึงโปรดสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศราสุนทร  ครั้งมี่พระชนมายุสมควรที่จะได้รับการอุปสมบท

พระราชบิดาได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย

                                            ตลอดรัชกาลที่ 1  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โดยเสด็จพระราชบิดาไปในการสงครามทุกครั้ง  เมื่อพระชนมายุได้ 41 พรรษา พระราชบิดาได้ทรงสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น “พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล”  ดำรงพระเกียรติยศเป็น พระมหาอุปราช อยู่ 3 ปี  ครั้งถึงปี พ.ศ. 2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ นับเป็นองค์ที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนาม่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย”  ทรงครองราชย์อยู่ 15 ปี  ครังถึงปี พ.ศ. 2367 ได้เสด็จสวรรคต  เมื่อพระชนมายุได้  56  พรรษา กับ 5 เดือน

                                            พระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 2  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้รูป  ครุฑ  (ฉิมพลี เป็นชื่อวิมานพญาครุฑ ซึ่งพร้องกับชื่อเดิมของพระองค์ท่านว่า “ฉิม”)

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

                                            พ.ศ. 2357 ได้ ส่งพระสงฆ์ไปลักาทวีป เพื่อเจริญทางไมตรี การเดินทางไปครั้งนี้ได้ผลดียิ่ง เมื่อคณะทูตกลับมาแล้วได้นำแบบอย่างแนวปฏิบัติของสงฆ์ในลักามาเผยแพร่ด้วย และตั้งคณะสงฆ์ ธรรมยุตินิกาย ขี้น (ส่วนคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติแบบเดิมเรียกว่า “มหานิกาย”

                                            ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง 3 เชือก คือ พระยาเสวตรกุญชร  พระยาเสวตรไอยรา  พระยาเสวตรคชลักษณ์  ตามโบราณราชประเพณีว่า การมีช้างเผือกมาสู่พระบารมีนั้น เป็นการเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เป็นบารมีอันสูงสุด พระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงได้รับการถวายพระนามว่า “พระเจ้าช้างเผือก”

                                            จากการที่มีช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง 3 เชือก  พระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้โปรดให้ใช้ธง

ซึ่งชักในเรือกำปั่นหลวง ที่แต่งไปค้าขายยังนานาประเทศเป็น รูปช้างอยู่กลางกรงจักรสีขาว บนผืนธงสีแดง แล้วเรียกว่า “ธงช้างเผือก”

 ให้เป็นธงชาติประจำประเทศเป็นครั้งแรก

                                            พ.ศ. 2360 ได้มีพระราชดำริกบสมเด็จพระสังฆราช (มี)  ให้ทำพิธิ วันวิสาขบูชา  กลางเดือน 6  นับเป็น

ครั้งแรกที่ได้มีพิธีดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย

                                            ทรงบูรณะปฏิสังขร วัดแจ้ง ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนแล้วเสร็จ และได้พระราชทานนามใหม่ว่า

 “วัดอรุณราชธาราม”  (ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้ทรงเปลี่ยนใหม่เป็น “วัดอรุณราชวราราม”

                                            พ.ศ. 2363 เจ้าเมืองมาเก๊ามีหนังสือเข้ามาขอต่อ เรือกำปั่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระราชทานบรมราชานุญาตให้ต่อเรือกำปั่นขึ้นหน้าบ้านกงศุล  นับเป็นการต่อเรือกำปั่นเป็นครั้งแรกของไทย

                                            กัปตันเฮล  พ่อค้าชาวอเมิรกัน ได้นำปืนคาบศิลา  เข้ามาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้

เป็นกำลังของแผ่นดิน จึงทรงโปรดให้ตั้งเป็น หลวงภักดีราชกัปตัน                  พ.ศ. 2365  อังกฤษได้ส่งทูตชื่อ จอห์น  ครอเฟิต เข้า

มาเจริญสัมพันธไมตรี  การเข้ามาของจอห์น  ครอเฟิต ในครั้งนี้ไม่เป็นผล เพราะจอห์น ครอเฟิต แสดงกิริยาไม่เหมาะสม ดูถูกดูหมิ่น

คนไทย  เอาเปรียบในการเจรจา และที่สำคัญคือทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจในภาษาซึ่งกันและกัน อีกประการหนึ่งคือ จอห์น ครอเฟิต ได้จัดทำ

แผนที่กรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดความระแวงว่าจอห์น  ครอเฟิต จะเป็นไส้ศึกเข้ามาลวงความลับของไทย จึงได้ไล่จอห์น  ครอเฟิต ออก

นอกประเทศ   ถึงอย่างไรก็ตามการทำแผนที่กรุงเทพมหานครของจอห์น  ครอเฟิด นับว่าเป็นการทำแผนที่ครั้งแรกของไทย

ด้านศิลปและวรรณกรรม

                                            รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เป็นระยะเวลาที่บ้านเมืองเป็นปกติสุข การศึกสงครามกับ

ประเทศเพื่อนบ้านมีบ้างในต้นรัชกาล แต่เป็นศึกที่ไม่ใหญ่หลวงนัก และด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงพยายามระงับข้อขัอแย้งต่างๆ จึงทำให้การศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านสงบลงได้โดยสันติ    เมื่อบ้านเมืองสงบสุข พระองค์จึงทรงมีเวลาเพื่อทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองได้เต็มที่  โดยเฉพาะทางด้านศิลปะวิทยาการ  ซึ่งเสื่อมทรามมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาทำลาย  พระองค์จึงได้มุ่งทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองขึ้นใหม่  โดยทรงโปรดให้นักปราชญ์  ราชบัณฑิต  ขุนนาง  ข้าราชการ และกวี ร่วมกันฟื้นฟูสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมในทุกๆ ด้าน  ศิลปกรรมในสมัยพระองค์จึงมีความงดงามเป็นเลิศ  และไม่เพียงแต่จะเกิดประโยชน์ในแง่ทะนุบำรุงการช่างเท่านั้น  แต่ยังก่อให้เกิดประโยชน์ทางใจแก่บุคคลในชาติด้วย  กล่าวได้ว่า ในรัชสมัยของพระองค์นั้นนับว่าเป็น ยุดทองของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในทุกๆ ด้าน

                                            ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  นับเป็นยุดที่วรรณกรรมด้านร้อยกรองมีความเจริญสูงสุด  เนื่องจากในสมัยนี้มีกวีเอกหลายท่าน ได้เขียนผลงานทางวรรณกรรมที่มีคุณค่าไว้หลายเล่ม เช่น

                                            พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

                                                - บทละครเรื่อง  รามเกียรติ์

                                                - บทละครเรื่อง  อิเหนา (ได้รับยกย่องเป็นบทละครที่ไพเราะที่สุด)

                                                - บทละครเรื่อง  สังข์ทอง

                                                - บทละครเรื่อง  ไกรทอง

                                                - บทละครเรื่อง  คาวี

                                                - บทละครเสภาเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน (ได้รับยกย่องเป็นยอดคำกลอนสุภาพ)

                                                - กาพย์เห่เรือ

                                                - บทพากย์โขน

 

 

 

 

 

                                            กวีสำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เช่น

                                                - สุนทรภู่  กวีเอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329

  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  เมื่อเยาว์วัย สุนทรภู่ได้รับการศึกษาที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม)  เมื่อจบการศึกษา เริ่มออก

ทำงานเป็นเสมียนนายระวาง กรมพระคลังสวน แล้วกลับมาเป็นมหาดเล็กในกรมพระราชวังหลัง   ในสมัยรัชกาลที่ 2   สุนทรภู่กลับเข้ารับราชการ

อีกครั้ง  ได้ตำแหน่งเป็นขุนสุนทรโวหาร  กวีประจำราชสำนัก  ในสมัยรัชกาลที่ 3  สุนทรภู่ลาออกจากราชการและออกบวช  ระเหเร่ร่อนไปตามที่

ต่างๆ ต่อมาได้รับการอุปถัมภ็จากพระองค์เจ้าลักขณะนุคุณ และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ    ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4  สุนทรภู่กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง

ในตำแหน่งพระสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ฝ่ายพระราชวังบวร จนถึง พ.ศ. 2398 สุนทรภู่ก็ถึงแก่กรรม รวมอายุได้ 79 ปี

                                            ช่วงเวลาที่สุนทรภู่มีชีวิตอยู่ ได้สร้งผลงานทางกวีไว้มากมาย ทั้งประเภทนิราศ  นิทานคำกลอน  สุภาษิต  บทละคร  เสภา

 หนังสือแบบเรียน และบทเห่กล่อมพระบรรทม  แต่ผลงานที่มีคุณค่า และเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดคือ นิทานกำกลอนเรื่อง พระอภัยมณี   เป็นการ

คิดผูกเรื่องขึ้นมาด้วยตนเอง เป็นนิทานที่รวมไว้ซึ่งความแปลกใหม่ และให้คุณค่าในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าในด้านวรรณกรรมหรือด้านการสั่งสอนอบรม  นิทานเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็น ยอดของนิทานคำกลอน      ปัจจุบันสุนทรภู่ได้รับการยกย่องให้เป็น กวีเอกของโลก  และหนังสือพระอภัยมณี ได้รับเกียรติให้เป็น วรรณคดีเอกของโลก  ด้วย

                                            วรรณคดีไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยเฉพาะละครคำกลอน ได้เจริญเฟื่องฟูอย่างยิ่ง  ราชสำนักของพระองค์เป็นที่ชุมนุมของกวี  นักปราชญ์  สำหรับพระองค์ก็ทรงสนพระทัยและสนับสนุนด้านการละครอย่างมาก  โดยทรงโปรดให้หัดตัวละครรุ่นใหม่ๆ ขึ้น  บทละครบางเรื่องทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อให้ใช้สำหรับเล่นละคร ในการทรงบทละครน้น ทรงเลือกสรรเจ้านายและข้าราชการที่เป็นกวี ชำนาญกลอนไว้สำหรับทรงปรึกษา เช่น กรมหมึ่นเจษฎาบดินทร์  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี และขุนสุนทรโวหาร   บทละครใดที่ไม่ได้พระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง ก็จะพระราชทานให้กวีที่ปรึกษานำไปแต่ง ตอนใดที่ทรงพระราชนิพนธิ์ หรือกวีทีนำไปแต่งแล้วนำมาถวาย ก็จะนำมาอ่านหน้าพระที่นั่งในที่ประชุมกวีเพื่อช่วยกันแก้ไข

                                            ผลงานด้านศิลปกรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทีมีงดงาม วิจิตรบรรจง เป็นเลิศ คือ บานประตูพระวิหาร วัดสุทัศน์เทพวราราม  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงแกะสลักร่วมกับช่างฝีมือเยี่ยมในสมัยนั้น  โดยมีกรมหมื่นจิตรภักดี เป็นนายงาน  บานประตูพระวิหารนี้แกะเป็นรูปป่า  เขา  ลำเนาไพร  และสัตว์นานาชนิด  อย่างมีชีวิตชีวา เป็นการแกะสลักแบบลอยตัว คือมองเห็นได้โดยรอบ  สมดังที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่องอิเหนาว่า

                                                                                “ ฉลักรูปสิงสัตว์นานา                         ดุนเด่นออกมาเหมือนจริง

                                                                 ทั้งเนื้อนกดังเป็นเห็นประหลาด                         พฤษชาติเหมือนจะไหวไกวกิ่ง

                                                                  อันรูปเสือสีห์หมีกระทิง                                     เหมือนจะย่างวางวิ่งเวียนวน”

                                            ปัจจุบันบานประตูพระวิหารนี้ได้ถูกไฟไห้มไปด้านหนึ่ง  กรมศิลปกรจึงถอดไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

ภาษีอากร

                                            ภาษีอากรเป็นรายได้ของแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งยังคงใช้แบบอย่างจากกรุงศรีอยุธยา โดยจัดแบ่งประเภทของภาษีอากรออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

                                            1. จังกอบ  คือ  ภาษีค่าผ่านด่านที่เก็บจากเรือ เกียน หรือเครื่องบรรทุกอื่นๆ  ที่ผ่านด่านที่ตั้งไว้เป็นจุดๆ ในอัตรา 10 หยิบ 1  โดยหักจากสินค้าที่บรรทุกผ่านมา

                                            2. อากร  คือ  ภาษีที่เก็บจากราษฎรที่ประกอบอาชีพที่มิใช่การค้า  ซึ่งโดยปกติจะเรียกตามอาชีพที่ทำ เช่น อากรค่านา  อากรค่าสวน อากรสุรา  อากรบ่อนเบี้ย   การทำสวนผลไม้ชั้นดี จะเก็บเป็น อากรพลากร   การทำสวนผลไม้ชั้นรองลงมาจะเก็บเป็น อากรสมพัตสร หรือการทำสวนทั่วไป

                                            3. ฤชา  คือ  ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากการไปใช้บริการกับทางราชการ หรืองานที่ราชการทำให้ราษฎร เช่น การออกโฉนดตราสาร  ค่ะรรมเนียมศาล เป็นต้น

                                            4. ส่วย  คือ  เงินหรือสิ่งของที่ไพร่หลวงผู้ไม่ต้องการเข้าเวรรับราชการ ส่งมาให้แทนการเข้าเวรประจำการ  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กำหนดให้ไพร่หลวง เข้าเวร รับราชการติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน  หากผู้ใดไม่ประสงค์จะเข้าเวรรับราชการ ก็ต้องส่งส่วย ในอัตราเดือนละ 6 บาท  ปีหนึ่ง 18 บาท หรือจะส่งเป็นสิ่งของ เช่น มูลค้างคาว  ดีบุก  เกืลอสินเธาว์  และของป่ามีค่าต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ก็ได้

                                            5. ภาษีเบิกร่อง (ภาษีปากเรือ)   คือ  ภาษีที่เก็บจากเรือสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาค้าขาย ติดต่อกับไทย  โดยคิดอัตราตามขนาดความกว้างของปากเรือ หรือยานพาหนะที่บรรทุมา  โดยไม่ได้คิดถึงปริมาณหรือราคาของสินค้า  อัตราภาษีเบิกร่องคิดเป็นวา  วาละ 80 บาท

การค้าขาย

                                            การค้าขายในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  สินค้าที่ทำการซื้อขายกันระหว่างกรมพระคลังสินค้า กับ บรรดาพ่อค้า  อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ  1.สินค้าผูกขาด เป็นสินค้าที่กรมพระคลังสินค้าเท่านั้น ที่จะมีสิทธิใน การซื้อและการขาย แต่เพียงผู้เดียว เช่น ยาง  ดีบุก  ลูกกระวาน  ตะกั่ว  รง  นอแรด  งาช้าง  พริกไทย  กำยาน  ยางกฤษณา เป็นต้น    2.สินค้าต้องห้าม  เป็นสินค้าที่ชาวต่างประเทศจะต้องนำมาขายให้กับกรมพระคลังสินค้าเท่านั้น จะนำไปขายให้ไพร่ หรือบุคคลอื่นๆ โดยตรงไม่ได้  หากสินค้านั้นกรมพระคลังสินค้าไม่ซื้อไว้ ก็ต้องนำกลับออกไปนอกประเทศ  เช่น  ดินปืนและอาวุธ เป็นต้น 

                                            แฝดสยาม    พ.ศ. 2354  นางนกหญิง ลูกครี่งชาวเมืองสมุทรสงคราม  ได้คลอดทารกแฝดเพศชาย ชื่อ  อิน – จัน  เด็กฝาแฝดทั้งสองมีลักษณะร่างกายปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป มีอวัยวะครบ 32 ประการทั้งสองคน  เพียงแต่บริเวณหน้าท้องของทั้งสองคนติดกัน  จะไปไหนมาไหน จะทำอะไร ก็ต้องทำพร้อมกัน  อิน-จัน ได้ถูกพ่อค้าชาวอเมริกาซื้อตัวไปตะเวรออกโชว์ในอเมริกาตั้งแต่อายุ 18 ปี และอยู่ที่อเมริกาจนเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2417  ต่อมาวงการแพทย์ได้ตั้งซื่อแฝดลักษณะแบบ อิน-จัน นี้ว่า “แฝดสยาม”

สวรรตต

                                            พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประชวรอยู่ 8 วัน  ครั้งถึงวันพุธ  เดือน 8  แรม 11 ค่ำ จึงเสด็จสวรรคต รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา

 

กล่องข้อความ: Home      ถิ่นกำเนิด      โยนกเชียงแสน     ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา      สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี       รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5     ร.6    ร.7   ร.8    ยุคปัจจุบัน
 


 

www.S_Pinthong@Wattano.ac.th        www.S_Pinthong@Hotmail.com        ICQ # 269-598-678     Tel. 0-9854-0383