


รัชกาลที่ 2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ประสูติ พ.ศ. 2310 ครองราชย์ พ.ศ.
2353 พ.ศ. 2367
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงประสูติริมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ตรงกับวันพุธ
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ปีกุน มีพระนามเดิมว่า ฉิม
พระองค์ทรงเป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่
4
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับกรม
สมเด็จพระอมรินทรามาตย์
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติ ณ
บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกเป็นหลวงยกพระบัตรเมืองราชบุรี
พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ได้ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงมีพระชนมายุ 16 พรรษา พระราชบิดาจึงโปรดสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศราสุนทร
ครั้งมี่พระชนมายุสมควรที่จะได้รับการอุปสมบท
พระราชบิดาได้ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย
ตลอดรัชกาลที่
1 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โดยเสด็จพระราชบิดาไปในการสงครามทุกครั้ง เมื่อพระชนมายุได้ 41 พรรษา
พระราชบิดาได้ทรงสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ดำรงพระเกียรติยศเป็น พระมหาอุปราช อยู่ 3
ปี ครั้งถึงปี พ.ศ. 2352
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์
นับเป็นองค์ที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนาม่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงครองราชย์อยู่ 15 ปี ครังถึงปี พ.ศ. 2367 ได้เสด็จสวรรคต เมื่อพระชนมายุได้ 56
พรรษา กับ 5 เดือน
พระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่
2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ใช้รูป ครุฑ (ฉิมพลี เป็นชื่อวิมานพญาครุฑ
ซึ่งพร้องกับชื่อเดิมของพระองค์ท่านว่า ฉิม)
พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
๏ พ.ศ. 2357 ได้ ส่งพระสงฆ์ไปลักาทวีป
เพื่อเจริญทางไมตรี การเดินทางไปครั้งนี้ได้ผลดียิ่ง
เมื่อคณะทูตกลับมาแล้วได้นำแบบอย่างแนวปฏิบัติของสงฆ์ในลักามาเผยแพร่ด้วย
และตั้งคณะสงฆ์ ธรรมยุตินิกาย ขี้น (ส่วนคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติแบบเดิมเรียกว่า มหานิกาย
๏
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง 3
เชือก คือ พระยาเสวตรกุญชร
พระยาเสวตรไอยรา
พระยาเสวตรคชลักษณ์
ตามโบราณราชประเพณีว่า การมีช้างเผือกมาสู่พระบารมีนั้น
เป็นการเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เป็นบารมีอันสูงสุด
พระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงได้รับการถวายพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือก
๏ จากการที่มีช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง
3 เชือก
พระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้โปรดให้ใช้ธง
ซึ่งชักในเรือกำปั่นหลวง
ที่แต่งไปค้าขายยังนานาประเทศเป็น รูปช้างอยู่กลางกรงจักรสีขาว บนผืนธงสีแดง
แล้วเรียกว่า ธงช้างเผือก
ให้เป็นธงชาติประจำประเทศเป็นครั้งแรก
๏ พ.ศ. 2360 ได้มีพระราชดำริกบสมเด็จพระสังฆราช
(มี) ให้ทำพิธิ วันวิสาขบูชา กลางเดือน 6 นับเป็น
ครั้งแรกที่ได้มีพิธีดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย
๏ ทรงบูรณะปฏิสังขร วัดแจ้ง
ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนแล้วเสร็จ และได้พระราชทานนามใหม่ว่า
วัดอรุณราชธาราม (ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้ทรงเปลี่ยนใหม่เป็น วัดอรุณราชวราราม
๏ พ.ศ. 2363
เจ้าเมืองมาเก๊ามีหนังสือเข้ามาขอต่อ เรือกำปั่น
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระราชทานบรมราชานุญาตให้ต่อเรือกำปั่นขึ้นหน้าบ้านกงศุล
นับเป็นการต่อเรือกำปั่นเป็นครั้งแรกของไทย
๏ กัปตันเฮล พ่อค้าชาวอเมิรกัน ได้นำปืนคาบศิลา
เข้ามาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้
เป็นกำลังของแผ่นดิน
จึงทรงโปรดให้ตั้งเป็น หลวงภักดีราชกัปตัน ๏ พ.ศ. 2365 อังกฤษได้ส่งทูตชื่อ จอห์น ครอเฟิต เข้า
มาเจริญสัมพันธไมตรี การเข้ามาของจอห์น ครอเฟิต ในครั้งนี้ไม่เป็นผล เพราะจอห์น
ครอเฟิต แสดงกิริยาไม่เหมาะสม ดูถูกดูหมิ่น
คนไทย เอาเปรียบในการเจรจา
และที่สำคัญคือทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจในภาษาซึ่งกันและกัน อีกประการหนึ่งคือ จอห์น
ครอเฟิต ได้จัดทำ
แผนที่กรุงเทพมหานคร
ทำให้เกิดความระแวงว่าจอห์น ครอเฟิต
จะเป็นไส้ศึกเข้ามาลวงความลับของไทย จึงได้ไล่จอห์น ครอเฟิต ออก
นอกประเทศ
ถึงอย่างไรก็ตามการทำแผนที่กรุงเทพมหานครของจอห์น ครอเฟิด
นับว่าเป็นการทำแผนที่ครั้งแรกของไทย
ด้านศิลปและวรรณกรรม
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นระยะเวลาที่บ้านเมืองเป็นปกติสุข
การศึกสงครามกับ
ประเทศเพื่อนบ้านมีบ้างในต้นรัชกาล
แต่เป็นศึกที่ไม่ใหญ่หลวงนัก
และด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงพยายามระงับข้อขัอแย้งต่างๆ
จึงทำให้การศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านสงบลงได้โดยสันติ เมื่อบ้านเมืองสงบสุข
พระองค์จึงทรงมีเวลาเพื่อทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองได้เต็มที่ โดยเฉพาะทางด้านศิลปะวิทยาการ
ซึ่งเสื่อมทรามมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาทำลาย พระองค์จึงได้มุ่งทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองขึ้นใหม่ โดยทรงโปรดให้นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ขุนนาง ข้าราชการ และกวี
ร่วมกันฟื้นฟูสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมในทุกๆ ด้าน
ศิลปกรรมในสมัยพระองค์จึงมีความงดงามเป็นเลิศ
และไม่เพียงแต่จะเกิดประโยชน์ในแง่ทะนุบำรุงการช่างเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดประโยชน์ทางใจแก่บุคคลในชาติด้วย กล่าวได้ว่า
ในรัชสมัยของพระองค์นั้นนับว่าเป็น ยุดทองของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ในทุกๆ ด้าน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
นับเป็นยุดที่วรรณกรรมด้านร้อยกรองมีความเจริญสูงสุด เนื่องจากในสมัยนี้มีกวีเอกหลายท่าน
ได้เขียนผลงานทางวรรณกรรมที่มีคุณค่าไว้หลายเล่ม เช่น
๏
พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
-
บทละครเรื่อง รามเกียรติ์
-
บทละครเรื่อง อิเหนา
(ได้รับยกย่องเป็นบทละครที่ไพเราะที่สุด)
-
บทละครเรื่อง สังข์ทอง
-
บทละครเรื่อง ไกรทอง
-
บทละครเรื่อง คาวี
-
บทละครเสภาเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน (ได้รับยกย่องเป็นยอดคำกลอนสุภาพ)
-
กาพย์เห่เรือ
-
บทพากย์โขน
๏
กวีสำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เช่น
-
สุนทรภู่
กวีเอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อเยาว์วัย
สุนทรภู่ได้รับการศึกษาที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) เมื่อจบการศึกษา เริ่มออก
ทำงานเป็นเสมียนนายระวาง
กรมพระคลังสวน แล้วกลับมาเป็นมหาดเล็กในกรมพระราชวังหลัง ในสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่กลับเข้ารับราชการ
อีกครั้ง ได้ตำแหน่งเป็นขุนสุนทรโวหาร กวีประจำราชสำนัก ในสมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ลาออกจากราชการและออกบวช ระเหเร่ร่อนไปตามที่
ต่างๆ
ต่อมาได้รับการอุปถัมภ็จากพระองค์เจ้าลักขณะนุคุณ และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 สุนทรภู่กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง
ในตำแหน่งพระสุนทรโวหาร
เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ฝ่ายพระราชวังบวร จนถึง พ.ศ. 2398 สุนทรภู่ก็ถึงแก่กรรม
รวมอายุได้ 79 ปี
ช่วงเวลาที่สุนทรภู่มีชีวิตอยู่
ได้สร้งผลงานทางกวีไว้มากมาย ทั้งประเภทนิราศ นิทานคำกลอน สุภาษิต บทละคร เสภา
หนังสือแบบเรียน
และบทเห่กล่อมพระบรรทม
แต่ผลงานที่มีคุณค่า และเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดคือ
นิทานกำกลอนเรื่อง พระอภัยมณี
เป็นการ
คิดผูกเรื่องขึ้นมาด้วยตนเอง
เป็นนิทานที่รวมไว้ซึ่งความแปลกใหม่ และให้คุณค่าในด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าในด้านวรรณกรรมหรือด้านการสั่งสอนอบรม นิทานเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็น
ยอดของนิทานคำกลอน
ปัจจุบันสุนทรภู่ได้รับการยกย่องให้เป็น กวีเอกของโลก และหนังสือพระอภัยมณี
ได้รับเกียรติให้เป็น วรรณคดีเอกของโลก ด้วย
วรรณคดีไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
โดยเฉพาะละครคำกลอน ได้เจริญเฟื่องฟูอย่างยิ่ง
ราชสำนักของพระองค์เป็นที่ชุมนุมของกวี นักปราชญ์
สำหรับพระองค์ก็ทรงสนพระทัยและสนับสนุนด้านการละครอย่างมาก โดยทรงโปรดให้หัดตัวละครรุ่นใหม่ๆ
ขึ้น
บทละครบางเรื่องทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อให้ใช้สำหรับเล่นละคร
ในการทรงบทละครน้น ทรงเลือกสรรเจ้านายและข้าราชการที่เป็นกวี
ชำนาญกลอนไว้สำหรับทรงปรึกษา เช่น กรมหมึ่นเจษฎาบดินทร์ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี
และขุนสุนทรโวหาร
บทละครใดที่ไม่ได้พระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง
ก็จะพระราชทานให้กวีที่ปรึกษานำไปแต่ง ตอนใดที่ทรงพระราชนิพนธิ์ หรือกวีทีนำไปแต่งแล้วนำมาถวาย
ก็จะนำมาอ่านหน้าพระที่นั่งในที่ประชุมกวีเพื่อช่วยกันแก้ไข
๏
ผลงานด้านศิลปกรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทีมีงดงาม
วิจิตรบรรจง เป็นเลิศ คือ บานประตูพระวิหาร วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงแกะสลักร่วมกับช่างฝีมือเยี่ยมในสมัยนั้น
โดยมีกรมหมื่นจิตรภักดี เป็นนายงาน
บานประตูพระวิหารนี้แกะเป็นรูปป่า
เขา ลำเนาไพร และสัตว์นานาชนิด อย่างมีชีวิตชีวา เป็นการแกะสลักแบบลอยตัว
คือมองเห็นได้โดยรอบ
สมดังที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่องอิเหนาว่า
ฉลักรูปสิงสัตว์นานา
ดุนเด่นออกมาเหมือนจริง
ทั้งเนื้อนกดังเป็นเห็นประหลาด
พฤษชาติเหมือนจะไหวไกวกิ่ง
อันรูปเสือสีห์หมีกระทิง
เหมือนจะย่างวางวิ่งเวียนวน
ปัจจุบันบานประตูพระวิหารนี้ได้ถูกไฟไห้มไปด้านหนึ่ง
กรมศิลปกรจึงถอดไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
ภาษีอากร
ภาษีอากรเป็นรายได้ของแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ซึ่งยังคงใช้แบบอย่างจากกรุงศรีอยุธยา โดยจัดแบ่งประเภทของภาษีอากรออกเป็น 5
ประเภท ดังนี้
1.
จังกอบ คือ ภาษีค่าผ่านด่านที่เก็บจากเรือ เกียน
หรือเครื่องบรรทุกอื่นๆ
ที่ผ่านด่านที่ตั้งไว้เป็นจุดๆ ในอัตรา 10 หยิบ 1 โดยหักจากสินค้าที่บรรทุกผ่านมา
2.
อากร คือ
ภาษีที่เก็บจากราษฎรที่ประกอบอาชีพที่มิใช่การค้า ซึ่งโดยปกติจะเรียกตามอาชีพที่ทำ เช่น
อากรค่านา อากรค่าสวน อากรสุรา อากรบ่อนเบี้ย การทำสวนผลไม้ชั้นดี จะเก็บเป็น
อากรพลากร
การทำสวนผลไม้ชั้นรองลงมาจะเก็บเป็น อากรสมพัตสร หรือการทำสวนทั่วไป
3.
ฤชา คือ
ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากการไปใช้บริการกับทางราชการ
หรืองานที่ราชการทำให้ราษฎร เช่น การออกโฉนดตราสาร ค่ะรรมเนียมศาล เป็นต้น
4.
ส่วย คือ
เงินหรือสิ่งของที่ไพร่หลวงผู้ไม่ต้องการเข้าเวรรับราชการ
ส่งมาให้แทนการเข้าเวรประจำการ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
กำหนดให้ไพร่หลวง เข้าเวร รับราชการติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน หากผู้ใดไม่ประสงค์จะเข้าเวรรับราชการ
ก็ต้องส่งส่วย ในอัตราเดือนละ 6 บาท
ปีหนึ่ง 18 บาท หรือจะส่งเป็นสิ่งของ เช่น มูลค้างคาว ดีบุก เกืลอสินเธาว์ และของป่ามีค่าต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ก็ได้
5.
ภาษีเบิกร่อง (ภาษีปากเรือ)
คือ
ภาษีที่เก็บจากเรือสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาค้าขาย ติดต่อกับไทย โดยคิดอัตราตามขนาดความกว้างของปากเรือ
หรือยานพาหนะที่บรรทุมา
โดยไม่ได้คิดถึงปริมาณหรือราคาของสินค้า อัตราภาษีเบิกร่องคิดเป็นวา วาละ 80 บาท
การค้าขาย
การค้าขายในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
สินค้าที่ทำการซื้อขายกันระหว่างกรมพระคลังสินค้า กับ บรรดาพ่อค้า อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1.สินค้าผูกขาด
เป็นสินค้าที่กรมพระคลังสินค้าเท่านั้น ที่จะมีสิทธิใน การซื้อและการขาย
แต่เพียงผู้เดียว เช่น ยาง ดีบุก ลูกกระวาน ตะกั่ว รง
นอแรด งาช้าง พริกไทย กำยาน ยางกฤษณา เป็นต้น 2.สินค้าต้องห้าม
เป็นสินค้าที่ชาวต่างประเทศจะต้องนำมาขายให้กับกรมพระคลังสินค้าเท่านั้น
จะนำไปขายให้ไพร่ หรือบุคคลอื่นๆ โดยตรงไม่ได้ หากสินค้านั้นกรมพระคลังสินค้าไม่ซื้อไว้
ก็ต้องนำกลับออกไปนอกประเทศ
เช่น ดินปืนและอาวุธ
เป็นต้น
๏ แฝดสยาม พ.ศ. 2354 นางนกหญิง
ลูกครี่งชาวเมืองสมุทรสงคราม
ได้คลอดทารกแฝดเพศชาย ชื่อ อิน
จัน
เด็กฝาแฝดทั้งสองมีลักษณะร่างกายปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป มีอวัยวะครบ 32 ประการทั้งสองคน
เพียงแต่บริเวณหน้าท้องของทั้งสองคนติดกัน จะไปไหนมาไหน จะทำอะไร
ก็ต้องทำพร้อมกัน อิน-จัน
ได้ถูกพ่อค้าชาวอเมริกาซื้อตัวไปตะเวรออกโชว์ในอเมริกาตั้งแต่อายุ 18 ปี
และอยู่ที่อเมริกาจนเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2417 ต่อมาวงการแพทย์ได้ตั้งซื่อแฝดลักษณะแบบ
อิน-จัน นี้ว่า แฝดสยาม
สวรรตต
พ.ศ.
2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประชวรอยู่ 8 วัน ครั้งถึงวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ จึงเสด็จสวรรคต รวมพระชนมายุได้
58 พรรษา
![]()
www.S_Pinthong@Wattano.ac.th www.S_Pinthong@Hotmail.com ICQ # 269-598-678 Tel. 0-9854-0383