กล่องข้อความ: กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเชียงใหม่  เขต 1
 

 

 

กล่องข้อความ: Home      ถิ่นกำเนิด      โยนกเชียงแสน      ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา      สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี       รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5    ร.6    ร.7    ร.8   ยุคปัจจุบัน
 


    

                                                                                                                             รัชกาลที่ 3

                                                                                                                                                      พระบาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

                                                                                                                                       ประสูติ พ.ศ. 2330  ครองราชย์ พ.ศ. 2367 – พ.ศ. 2394

 

                                                                                พระราชประวัติ

                                                                                 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี  เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ

                                                                                 หล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุราลัย (เจ้าจอมมารดาเรียน)  ประสูติเมื่อวันจันทร์  เดือน 4  ค่ำ ปีมะแม  ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330  มีพระ

                                                                                 นามเดิมว่า “พระองค์ชายทับ”

                                                                                  พ.ศ. 2365 พระองค์เจ้าทับได้รับการสถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กำกับราชการกรมท่า  กรมพระคลังมหาสมบัติ  กรมพระตำรวจว่าความฎีกา 

                                                                                  นอกจากนี้ยังได้ทรงรับพระกรุณาให้แต่งสำเภาหลวงออกไปค้าขาย  ณ เมืองจีน พระองค์ทรงได้รับพระสามัญญานามว่า “เจ้าสั่ว”  ในขณะที่พระบาท

                                                                                   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 2 ทรงพระประชวร  และเส็ดจสวรรคตโดยมิได้มอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใด  พระบรมวงศ์สานุวงศ์ปรึกษากัน  เห็นควรถวายราชสมบัติแก่พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  อันที่จริงแล้วราชสมบัติควรตกแก่ เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)  เพราะเจ้าฟ้ามงกุฎ เป็นพระราชโอรสที่ประสูติจากสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 โดยตรง ส่วนกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นเพียงราชโอรสที่เกิดจากเจ้าจอมเท่านั้น โดยที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ตั้งพระราชหฤทัยไว้ว่า เมื่อสิ้นรัชกาลพระองค์แล้วจะค้นราชสมบัติให้แก่สมเด้จพระอนุชา (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ตังนั้นพระงค์จึงไม่ทรงสถาปนาพระบรมราชินี คงมีแต่เจ้าจอมมารดาและเจ้าจอมเท่านั้น

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

                                            พ.ศ. 2368 เจ้าอนุวงศ์มาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ  พิจารณาเห็น

ว่ากองทัพไทยอ่อนแอ  ต่อมามีข่าวลือไปถึงเวียงจันทร์ว่าไทยกับอังกฤษมีกรณีวิวาทกัน เจ้าอนุวงศ์  จึงำด้ยกทัพลงมาเพื่อหวังยึดเอากรุงเทพฯ

  เมื่อยกทัพมาถึงนครราชสีมา (โคราช)  พระยานครราชสีมาและพระยาปลัดไปราชการเมืองขุขันธ์  เจ้าอนุวงศ์ได้เข้ายึดเมืองและกวาดต้อน

ครอบครัวชาวเมืองนครราชสีมาขึ้นไปเวียงจันทร์  เมื่อพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาทราบข่าว จึงแกล้งมาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าอนุวงศ์  คุณหญิงโม

ภรรยาของปลัดคิดอุบายให้พลพรรคที่ถูกกวาดต้อนไป แยกกันเป็นกลุ่มๆ แล้วนัดหมายกันที่ ทุ่งสัมฤทธิ์  เข้าโจมตีกองทัพลาว ต่อสู้ฆ่าฟันล้ม

ตายกันเป็นจำนวนมาก สุดท้ายกองทัพเวียงจันทร์ได้พ่ายหนีกลับไป  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงทรงพระกรุณาสถาปนาให้เป็น ท้าวสุรนารี   

                                            พ.ศ. 2369 อังกฤษได้ส่ง ร้อยเอก เฮนรี  เบอร์นี่  หรือที่คนไทยในสมัยนั้นรียกกันว่า “กะปิตัน บาร์นี่”  เข้ามาเป็น

ทูตเจรจาทำสัญญาการค้า  โดยได้ลงนามใน สนธิสัญญาเบอร์นี่ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369  โดยมีสาระสำคัญคือ  1.ไทยต้องยกเลิกระบ

บผูกขาดสินค้าโดยกรมพระคลังสินค้า  2.เรือสินค้าที่เข้ามาไม่ต้องเสียภาษีปากเรือ  3.อังกฤษให้ไทยยกเลิกระบบเจ้าภาษีนายอากร

                                            พ.ศ. 23879  โปรดอนุญาตให้ตั้งโรงหวย ก.ข.  ขึ้น โดยใช้ตัวอักษรไทย 36 ตัวเป็นตัวจับฉลากออกรางวัล การเล่นหวยนี้มีไปจนถึงรัชกาลที่ 6 จึงได้ทรงประกาศยกเลิก

                                            ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะ วัดโพธาราม  ซึ่งก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1  แต่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงโปรดให้บูรณะจนสำเร็จ และได้ทำการสมโภช และได้ทรงชื่อใหม่เป็น วัดพระเชตุพนวิมัลมังคลาราม (เดิมเป็นรัชกาลที่ 2 ตั้งชื่อว่า พระเชตุพลวิมลมังคลาวาส ) แต่ประชาชนก็ยังคงนิยมเรียกกันทั่วไปว่า “วัดโพธิ์)

                                            การบูรณะในครั้งนี้เป็นการบูรณะปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ที่สุด ทรงสร้างพระเจดีย์ วิหาร  พรุทธไสยาสน์ ฯลฯ  และโปรดให้มีการจารึกวิชาการแขนงต่างๆ ลงในแผ่นศิลา ประดับไว้รอบพระอุโบสถ โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น หมวดประวัติศาสตร์ หมวดตำรายา หมวดอนามัย หมวดประเพณี หมวดวรรณคดีไทย หมวดสุภาษิต หมวดทำเนีย และหมวดพุทธศาสนา  นับเป็นพระอารามที่รวมสรรพตำราวิชาหลายแขนง จนได้รับสมญานามว่าเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย”     

                                            เริ่มการแพทย์แผนปัจจุบัน   โดย ศาสนาจารย์ แดน บิช บรัดเลย์  หรือที่คนไทยเรียกกันทั่วไปว่า “หมดบรัดเลย์”

 ได้เข้ามาเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2379  ในคณะอเมริกันบอร์ด  เพื่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์  ได้นำวิทยาการทั้งทางด้าน

การศึกษา การแพทย์  เข้ามารเผยแพร่ โดยได้นำวิธีการรักษาโรคแผนใหม่ การผ่าตัด การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค

                                            เริ่มมีการพิมพ์หนังสือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดย หมอบรัดเลย์ เป็นผู้นำเครื่องพิมพ์เข้ามา และ ร้อยเอกเจมส์ โลว์

 เป็นผู้ทำตัวอักษรพิมพ์ภาษาไทยขึ้น  ต่อมาจึงได้มีการออก หนังสือพิมพ์ฉับับแรกของไทย ชื่อว่า “บางกอกรีคอร์เดอร์ (Bangkok Recorder)   และ

พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือ รัชกาลที่ 4) ได้โปรดให้นำตั้งเครื่องพิมพ์ขึ้นที่วัดบวร  เพื่อจัดพิมพ์พระปาฏิโมกข์ บทสวดมนต์ และหนังสือแทนใบลาน

แบบโบราณ

                                            ค้นพบหลักศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหง  ในรัชกาลพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งเป็นพระอนุชาและออกบวชเป็น

พระภิกษุ ได้เสด็จธุดางค์ไปตามหัวเมืองต่างๆ ขณะเสด็จธุดงค์ได้ทรงพบ หลักศิลาจารึก และ พระแทนมนังคศิลาอาส์น  ของพ่อขุนรามคำแหงที่บริเวณ

เนินปราสาท จังหวัดสุโขทัย

                                            ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงพบว่าคำสอนและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่มีมาแต่โบราณวิบัติไปเป็นอันมาก  จึงมีพระประสงค์จะสังคายนา

คณะสงฆ์เสียใหม่  จึงทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้นใหม่เป็น ธรรมยุตินิกาย  แต่ก็ยังคงคณะสงฆ์เดิมไว้ เป็น มหานิกาย    

                                            วรรณคดี และ กวี  ในสมัยนี้มีหนังสือที่เป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 3หลายเล่น เช่น

                                                - เสภาขุนช้างขุนแผน

                                                - บทละครเรื่อง สังข์ศิลปไชย

                                                - เพลงยาวรัชกาลที่ 3

                                                - โครงปราบดาภิเษก

                                            กวีสำคัญในสมัยนี้คือ สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส  ท่านได้ประพันธ์หนังสือที่มีคุณค่าไว้หลายเล่น เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย  พระปฐมสมโพธิกถา  สรรพสินทธ์คำฉันท์  กฤษณาสอนน้องคำฉันท์

                                            การสร้างเมือง  ป้อม  ขึ้นใหม่ เช่น เมืองพนัสนิคม (เมืองพระรถ)  กบินทร์บุรี  ประจันตคาม  คำเขี่อนแก้ว  ภูเวียง   ได้ทรงให้ขุดคลองเพิ่มเติม เช่น คลองบางนาก  คลองบางขุนเทียน  เพื่อสะดวกในการติดต่อคมนาคม  และการเษตร  มีการสร้างป้อมเพิ่มเติม เช่น ป้องเมืองสมุทรปราการ  เมืองจันทบุรี  เมืองสมุทรสาคร เพื่อป้องกันการรุกรานชองข้าศึก

                                            การต่อเรื่อ – การทหารเรือง  พวกมิชชั่นนารีอเมริกัน เป็นผู้ถ่ายถอดความรู้แก่คนไทย เช่น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง/ได้รับการศึกษาด้านการทหารแผนใหม่  เจ้าฟ้ามงกุฎทรงศึกษาวิชาดาราศาสตร์ จากหมอเฮาส์  หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน   มีการต่อเรือกลไฟ เรือกำปั่น เรือรบแบบฝรั่ง ขึ้นเป็นครั้งแรก 

                                            ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญมีอยู่ 2 แห่ง คื วัง กับ วัด  พวกขุนนางหรือผู้ดีมีตระกูลมักส่งบุตรหลานของตนเจ้าเรียน ฝึกอบรมตามวังและราชสำนัก  ถ้าเป็นชายมักฝากเข้าเป็นมหาดเล็ก  เพื่อจะได้ศึกษาวิชาต่างๆ และเรียนรู้การใช้อาวุธ  ผู้หญิงฝึกอบรมวิชาแม่บ้านเม่เรือน เย็บปักถักร้อย สำหรับการศึกษาในวัด พวกสามัญชนมักนำลูกหลานที่เป็นชายไปฝากกับพระตามวัด เป็นลูกศิกษ์สำหรับใช้สอยห้อยตาม เพื่อแลกกับวิชาความรู้ที่พระจะทำการสั่งสอนให้ หรือไม่ก็บวชเป็นพระภิกษุเพื่อศึกษาเล่าเรียน

                                            เงินตรา  เงินตราในสมัยรัชกาลที่ 3  หรือกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็น เงินพดด้วง  เช่นเดียวกับที่ใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยา

 เงินพดด้วงทำจากโลหะเงิน ทำเป็นแท่งกลม ม้วนเข้าหากัน มีลักษณะเหมือนตัวด้วง  ในสมัยอยุธยาไม่มีการประทับตรา เป็นโลหะผิวเกลี้ยงๆ  ในรัชกาลที่ 3

  ทรงโปรดให้กรมพระคลังสินค้าประทับลงบนพดด้วง เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมดูแล  จึงเรียกกันว่า “เงินตรา”   ตราที่ประทับบนพดด้วง มี 3 แบบ  คือ  1.อุณาโลม

กับ  ตราจักร   2.  ตราครุฑ กับ ตราจักร   3.ปราสาท กับ จักร

 

เสด็จสวรรคต

                                            พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จสวรรคต ณ วันพุธ เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ  ตรงกับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394  เวลา 8 นาฬิกา  5 บาทเศษ  รวมสิริพระชนมายุได้ 64 พรรษา มีพระราชบุตร 22 พระองค์  พระราชบุตรี 29 พระองค์

กล่องข้อความ: Home      ถิ่นกำเนิด      โยนกเชียงแสน      ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา      สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี       รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5    ร.6    ร.7    ร.8   ยุคปัจจุบัน
 

 


                           www.S_Pinthong@Wattano.ac.th        www.S_Pinthong@Hotmail.com        ICQ # 269-598-678     Tel. 0-9854-0383