กล่องข้อความ: กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเชียงใหม่  เขต 1
กล่องข้อความ: Home     ถิ่นกำเนิด     โยนกเชียงแสน     ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา     สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี      รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5     ร.6    ร.7    ร.8    ยุคปัจจุบัน
 

 

 

 

 

 

 


                                                                                                                             รัชกาลที่ 5

                                                                                                                                                พระบาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

                                                                                                                                 ประสูติ พ.ศ. 2396  ขึ้นครองราชย์  พ.ศ. 2411 – พ.ศ. 2453

 

                                                                           พระราชประวัติ

                                                                            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์”  เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ  กับสมเด็จพระเทพศิ

                                                                            รินทราบรมราชินี  (สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์)  พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.. 2396  ตรงกับวันอังคาร  แรม 3 ค่ำ  เดือน 10   ได้รับ

                                                                            การสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ  และ กรมขุนพินิจประชานาถ

                                                                            ด้านการศึกษา พระองค์ทรงได้รับการศึกาเป็นอย่างดี คือ ทรงศึกษาอักษรศาสตร์ โบราณราชประเพณี  ภาษาบาลี  ภาษาอังกฤษ  ภาษาไทยรัฐประศาสนศาสตร์

                                                                            วิชากระบี่ กระบอง  วิชาอัศวกรรม  วิชามวยปล้ำ  การยินปืนไฟ  เมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา ได้ขึ้นเถลิงราชสมบัติ โดยมีสมเด็จพระบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็น

ผู้สำเร็จราชการแทน พ.ศ. 2410 พระเจ้านโปเลียนที่ 3  แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งพระแสงกระบี่เข้ามาถวาย  ครั้นพระชนมายุครบที่ว่าราชการได้ พระองค์จึงได้ทรงพิธิราชาภิเษกใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2416  ซึ่งทำให้พวกพ่อค้าชาวต่างประเทศหันมาทำการติดต่อกับพระองค์โดยตรง  เป็นการปลูกความนิยมนับถือกับชาวต่างประเทศ   และอีกประการหนึ่งคือ ทำให้พระองค์มีพระราชอำนาจที่จะควบคุมกำลังทหาร การเงินได้โดยตรง  เป็นการได้ทรงอำนาจในบ้านเมืองโดยสมสมบูรณ์

การพัฒนาและทำนุบำรุงบ้านเมือง

                                            การปกครอง  พ.ศ. 2446   ได้ตรา พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร  การปกครองฝ่ายทหาร และพลเรือน จึงแยกจากกัน ดดยสาเหตุ

1.        กรมต่างๆ ทำงานไม่เท่ากั้น

2.        เกิดมีช่องทางทุจริตให้พนักงานในกรมบางกรม

3.        อำนาจของเสนาบดีแต่ละกรม เลื่อนไปจากเดิม

4.        หน้าที่ฝ่ายกรมต่างๆ ทางทหารและพลเรือนปนกันยุ่งมาก

5.        เสนาบดีมีเกียรติไม่เสมอกัน เพราะงานเป็นต้นเหตุประกอบกับพระองค์ได้รับรายงานแบบแผนการจัดคณะเสนาบดี จาก

สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์โรปการ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ที่ยุโรป

การปกครองส่วนกลาง

                                            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงกำหนดคณะเสนาบดี จัดเป็นกระทรวง มีทั้งหมด 10 กระทรวง คือ

1.        กระทรวงมหาดไทย  บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ  อิสาน  และประเทศลาว

2.        กระทรวงกลาโหม  บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ และประเทศราชมาลายู

3.        กระทรวงการต่างประเทศ ดุแลการติดต่อกับต่างประเทศ

4.        กระทรวงนครบาล (กระทรวงเมือง) ดูแลกิจการตำรวจ และการตรวจคนเข้าเมือง

5.        กระทรวงวัง  ดูแลพระราชวังและกิจการเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัว

6.        กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  ดูแลรายรับร่ายจ่ายของแผ่นดิน การเก็บภาษีอากร

7.        กระทรวงธรรมการ ดูแลกิจการพระสงฆ์ โรงเรียน และโรงพยาบาล

8.        กระทรวงเกษตรพานิชการ  ดูแลเกี่ยวกับเรือกสวนไร่นา การป่าไม้ เหมืองแร่ เพาะปลูก และการค้าขาย

9.        กระทรวงโยธาธิการ  ดูแลการทำถนน ขุดคลอง สร้างสะพาน และงานช่างทั้งปวง

10.     กระทรวงยุติธรรม  ดุแลการศาล

กระทรวงที่ตั้งขึ้นในครั้งแรกมีอีก 2 กระทรวงคือ กระทรวงมุรธาธร  ดูแลเกี่ยวกับพระราชกำหนดกฎหมาย หนังสือราชกา

ภายหลังได้ยุบไปร่วมกับกระทรวงวัง  กระทรวงยุทธนาธิการ ดูแลกเกี่ยววกับทหาร ภายหลังยุบไปร่วมกับกระทรวงกลาโหม

                                            ทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้า  วังหลัง และได้สถาปนาตำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค์แรกคือ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ  ต่อมาได้ทิวคต  จึงได้สถาปนา พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นแทน ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้สถาปนาเป็น รัชกาลที่ 6

การปกครองส่วนภูมิภาค

                                            การปกครองมณฑล ได้วางระเบียบการปกครองแบบลักษณะเทศาภิบาลขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2437  มณฑลทั้ง 6 นี้ จึงเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะมณฑลเทศาภิบาล  ด้วยการปกครองแบบนี้ มีผู้บัญชาการมณฑลเป็นผู้บริหารงานในมณฑลนั้นๆ  ตามนโยบายของเสนาบดี  ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ มีการให้เงินเดือน สร้างบ้านพักหลวงให้อยู่อาศัย

                                            ทรงยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง  และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกเมืองเอก  เมืองโท  เมืองตรี และเมืองจัตรวา  หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก  แล้วจัดแบ่งระบบการปกครองใหม่ ดังนี้

                                            มณฑล  มี  ข้าหลวงเทศาภิบาล   เป็นผู้ดูแล  แต่ละมณฑลแบ่งออกเป็นเมือง

                                            เมือง      มี  ผู้ว่าราชการเมือง  เป็นผู้ดูแล  แต่ละเมืองแบ่งออกเป้นอำเภอ

                                            อำเภอ    มี  นายอำเภอ  เป็นผู้ดูแล  แต่ละอำเภอแบ่งออกเป็นตำบล

                                            ตำบล     มี   กำนัน   เป็นผู้ดูแล  แต่ละตำบลแบ่งออกเป็นหมู่บ้าน

                                            หมู่บ้าน  มี   ผู้ใหญ่บ้าน  เป็นผู้ดูแล

                                            การปฏิรูปด้านกฎหมายและการศาล  ไทยเราได้ใช้กฎหมาย จารีตนครบาล เป็นกฎหมายสำหรับปกครองดุแลอาณาจักรมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  กฎกหมายจารีตนครบาล คือ การพิจารณาคดีที่ถือว่าผู้ใดถูกกล่าวหา ผู้นั้นต้องหาพยานหลักฐานมาแสดงให้ได้ว่าตนบริสุทธิ์  และมีการกระทำลงโทษที่ค่อนข้างทารุน เพื่อให้รับสารภาพว่าทำผิด เช่น ตอกเล็บ  บีบขมับ จนกว่าจะสรภาพ โดยอาศัยหลักว่า “ผู้บริสุทธิ์ ยอมรอดพ้นจากภัยอันตราย ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้”   ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงยกเลิกเสีย  แล้วให้ตรากฎหมายลักษณะว่าความทางศาลขึ้นใช้แทน

                                            กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  ทางตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น (ต่อมาคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง)  และได้ร่างกฎหมายลักษณะอาญา  ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2451  จัดเป็นกฎหมายแบบใหม่ฉบับแรกของไทย ซึ่งปัจจุบันกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งการศาลไทย         

                                            การพิจารณาว่าความได้อาศัย ลูกขุน ช่วยเหลือ  ลูกขุนมี 2 พวก คือ

1.        ลูกขุน ณ  ศาลา  ได้แก่พวกข้าราชการและเสนาบดี

2.        ลูกขุน ณ  ศาลหลวง  ได้แก่ ผู้พิพากษาคดี    ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2416   ได้ยกเลิกไป   ภายหลังจากที่พระองค์ทรงกลับจากการประพาสอินเดีย  พระองค์ได้นำเอาวิธี

การของอินเดียมาใช้  โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง มนตรีสภา ขึ้น ประกอบด้วย  รัฐมนตรีสภา  และ  องคมนตรีสภา  ทำหน้าที่ในการพิพากษาคดี

การพํมตนาด้านเศรษฐกิจและการคลัง

                                            ทรงสร้าง เหรียญบาท  เหรียญสลึง  เหรียญสตางค์  ขึ้นเป็นครั้งแรก  และกำหนดค่าเงิน  1 บาท มี 100 สตางค์

                                            ในปี พ.ศ. 2445  ทรงให้มีการ พิมพ์พันธบัตร ขึ้นเป็นครั้งแรก  พันธบัตรที่พิมพ์ครั้งแรกเรียกว่า “อัฐกระดาษ”

 มี 5 ชนิด คือ 5 บาท   10 บาท  20 บาท  100 บาท  1,000 บาท

                                            พ.ศ. 2449 ได้ตั้งธนาคารพานิชย์แห่งแรกของประเทศไทย ชื่อว่า  “บุคคลัภย์” (Book Club) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น

 “แบงค์สยามกัมมาจล” (Siam Commercial Bank)  ต่อมาได้เปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งเป็น  “ธนาคารไทยพานิชย์”  

การเลิกทาส

                                            ทาสมีฐานะทางสังคมต่ำที่สุด  มีศักดินาเพียง 5 ไร่  ในชณะที่ไพร่มีศักดินาตั้งแต่ 10 ไร่จนถึง 25 ไร่  และขุนนางมีศักดินาตั้งแต่ 400 ไร่ จนถึง 10,000 ไร่  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้มีพระราชดำริที่จะเลิกทาสเป็นที่แน่นอน ได้โปรดให้ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้

1.        ออก พระราชบัญญัติเกษียนอายุลูกทาส  เมื่อปี พ.ศ. 2417  โดยกำหนดให้ลูกทาสที่เกิดตั้งแต่

 ปีมะโรง พ.ศ. 2441  อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ  ให้หลุดพ้นจากการเป็นทาส เมื่อ

อายุครบ 21 ปี

2.        กำหนด อัตราค่าไถ่ถอนตัวทาส  โดยกำหนดอัตราไถ่ถอนตัวทาสไว้เป็นอัตรามาตรฐาน คือ

ทาสชาย 8 ตำลึง  ทาสหญิง 4 ตำลึง  

3.        ประกาศยกเลิกอากรบ่อนเบี้ย และ โรงหวย ก. ข.  เนื่องจากทรงพิจารณาเห็นว่า อากรบ่อนเบี้ย

และโรงหวย ก. ข.  เป็นสาเหตุของการขายตัวเป็นทาส  เนื่องจากเป็นตัวการทำให้เกิดหนี้สิน  ทำให้ต้องขายตัวเป็นทาส

4.        ประกาศใช้ พระราชบัญญัติเลิกทาส  เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448  (ปัจจุบันคือ                                                         

วันแรงงานแห่งชาติ )    ประกาศให้ทาสทุกคนหลุดพ้นสภาพจากการเป็นทาส ทั่วราชอาณาจักร                                                                                                     เลิกทาส

การเสียดินแดน

                                            เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะแรกอังกฤษ เป็นชาติมหาอำนาจตะวันตกที่ไทยหวั่นเกรงมากที่สุด  และได้พยายามผ่อนปรอนตามข้อเรียกร้องมาโดยตลอด  แต่กลับปรากฏว่าในปลายรัชกาลที่ 4  ไทยต้องเผชิญกับการรุกรานของประเทศฝรั่งเศสอีกชาติหนึ่ง  ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเข้ายึดครองคาบสมุทรอินโอจีนทั้งหมด   ดังจะเห็นได้จากการที่ฝรั่งเข้ายึดเอาญวนไปจากไทย เมื่อปี พ.ศ. 2405   หลังจากนั้นก็ได้เข้ายึดเอาดินแดนที่เป็นเมืองประเทศราชของไทยเป็นระยะ ๆ ถึง 5 ครั้ง คือ

                                            1.   ยึดแคว้นสิบสองจุดไทย   ในปี พ.ศ. 2431

                                            2.  ยึดฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง    ในปี พ.ศ. 2431

                                            3.   ยึดฝั่งขวาของแม่น้ำโขง   ในปี พ.ศ. 2446

                                            4.   ยึดมณฑลบูรพา   คือ พระตะบอง  เสียมราฐ  ศรีโสภณ  ในปี พ.ศ. 2449

                                            5.   เสียหัวเมืองมาลายู  คือ กลันตัน  ตรังการนู  ปะลิส  ให้แก่อังกฤษ  ในปี พ.ศ. 2451

                                            จากการคุกคามของฝรั่งเศสทำให้อังกฤษซึ่งมีผลประโยชน์อยู่ในประเทศไทยมากมาย  เกรงจะเกิดความเสียหายขึ้น  จึงได้ทำความตกลงกับฝรั่งเศสและได้ทำสนธิสัญญาระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2439  โดยตกลง “ให้ประเทศไทยเป็นประเทศกันชน”  ระหว่างดินแดนอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส

การศึกษา

                                            จุดมุ่งหมายประการแรกของการปฏิรูปการศึกษาของรัชกาลที่ 5 คือ  เพื่อฝึกหัดคนเข้ารับราชการ  จึงได้ก่อตั้ง “โรงเรียนทหารมหาดเล็ก”  ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง  เมื่อ พ.ศ. 2414  จำนวนนักเรียนเมื่อแรกมีเพียง 10 คน  ล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์ระดับหม่อมเจ้าและหม่อมราชวงศ์

                                            พ.ศ. 2425  ได้ก่อตั้ง โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ  เพื่อขยายการฝึกหัดคนเข้ารับราชการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  เป็นโรงเรียนผลิตข้าราชการสำหรับทุกกระทรวงทบวงกรม  ไม่จำกัดเฉพาะทหารมหาดเล็ก  หลักสูตรที่เรียนใช้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

                                            พ.ศ. 2427 ได้ก่อตั้ง โรงเรียนวัดมหรรณพาราม   เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าศึกษาหาความรู้ตามหลักสูตรแผนใหม่   นับเป็น โรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทย  ที่เปิดให้บุคคลสามัญทั่วไปได้เข้ารับการศึกษาอบรม อย่างทัดเทียมกัน

                                            เริ่มีแบบเรียนใช้ในโรงเรียนเป็นครั้งแรก  โดย พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)  ได้แต่งหนังสือเรียน 6 เล่ม คือ  มูลบทบรรพกิจ   วาหนิต์นิกร  อักษรประโยค  สังคโยคพิธาน   ไวพจน์-พิจารณ์   และพิศาลการันต์   ขึ้นใช้ในโรงเรียนทุกแห่ง

                                            พ.ศ. 2442  ได้มีการก่อตั้ง โรงเรียนเชลยศักดิ์ (โรงเรียนราษฎร์)  ขึ้น  คือ    โรงเรียนเซ็นต์โยเวฟคอนแวนต์   และ  โรงเรียนบำรุงวิชา      

                                            ได้มีการจัดตั้ง กองทุนคิงสกอลาซิป ขึ้น เพื่อจัดการสอบชิงทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ  เป็นประจำทุกปี  ปีละ 2 ครั้ง  โดยส่งไปศึกษายังทวีปยุโรป และอเมริกา

                                            ในการพัฒนาด้านการศึกษา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นแบบแผนสมัยใหม่  นอกจากนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังเป็นผู้เชียวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ไทยเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งในปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์ไทย”

                                            มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาสำหรับสงฆ์ขึ้น  คือ  มหาธาตุวิทยาลัย  โดยจัดตั้งขึ้นที่วัดมหาธาตุ  เพื่อใช้เป็นสถานที่ศึกษาของสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย  ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

                                            มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาสำหรับสงฆ์ขึ้น คือ มหามกุฎราชวิทยาลัย ขี้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร  โดยกรมกระยาวชิรญาณวโรรส   เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาของสงฆ์นิกายธรรมยุติ

                                            โปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นเป็นภาษาไทยเรียกว่า “พระไตรปิฎกฉบับทองทึบ”

การพัฒนาด้านต่างๆ

                                            การสร้างทาง รถไฟ  ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2439  ระหว่าง กรุงเทพฯ – นครราชสีมา 

                                            รถลาก  เริ่มมีใช้ในรัชกาลที่ 5  เป็นครั้งแรก  โดยพระยาโชฎีกราชเศรษฐี (พุก)  ได้นำรถลากคันแรกของประเทศ

ข้ามาจากเมืองจีน เพื่อถวายพระจุลจอมเกล้าฯ

                                            รถม้า  ได้เริ่มมีใช้เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5  ทั้งใช้ส่วนตัวและรับจ้าง  เนื่องจากสภาพถนนมีสภาพดีขึ้น

                                            รถราง   เริ่มมีเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2430  โดยใช้ม้าลากไปตามราง  ต่อมาเปลี่ยนเป็นใช้พลังงานไฟฟ้าแทนม้า

 ดำเนินการโดยบริษัทรถรางไทยจำกัด  และบริษัทไฟฟ้าสยามทุนจำกัด  (ต่อมาได้เลิกกิจการรถรางไฟฟ้า เมื่อปี พ.ศ. 2511

                                            รถยนต์   ได้นำเข้ามาใช้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย  โดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  ทรงนำรถยนต์เมอร์ซิเด็ซ

 เดมเลอร์  เข้ามาน้อมเกล้าฯ ถวายพระจุลจอมเกล้าฯ

                                            โรงไฟฟ้า  เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2423  โดยพระยาสุรศักดิ์มนตรี  ได้สั่งชื้อเครื่องไฟฟ้าจากประเทศอังกฤษ

เข้ามาใช้ในกรมหารและวังหลวง  ต่อมาได้มีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าโรงแรกของประเทศไทย ขึ้น คือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบ

                                            ทรงให้ผู้ชายเลิกไว้ผมทรงมหาดไทย  เปลี่ยนเป็นไว้ยาว  ตัดเป็นทรงแบบฝรั่ง  ผู้หญิงโปรดเกล้าฯ ให้เลิกไว้ผมปึก

ให้เปลี่ยนมาเป็นๆไว้ผมยาวแทน

                                            ด้านการแต่งกาย ให้ชายใส่ “เสื้อราชปะแตน”  และนุ่งผ้าม่วง  ส่วนหญิงให้ใส่เสื้อผ่าอกมีคอเตี้ยๆ ปลายแขนแคบ

ยาวถึงข้อมือ  ตัวเสื้อพอดีและห่มสไบเฉียงทับบนเสื้ออีกชั้นหนึ่ง

                                            ให้ตั้ง พิพิธภัณฑสถาน ขี้นครั้งแรก ในหอคองคอร์เดีย หรือ ศาลาสหทัยสมาคม  (คนทั่วไปนิยมเรียกว่า  หอมิวเซียม 

                                            ให้ตั้ง กรมไปรษีย์โทรเลข  ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2441  โดยได้สร้างทางสายโทรเลขสายแรกขึ้นระหว่าง

กรุงเทพฯท  -  สมุทรปราการ  และได้วางสายใต้น้ำไปจนถึงประภาคารที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา

                                            ทรงตั้ง โรงพยาบาลวังหลัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเท ศไทย  ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลศิริราช  

                                            ทรงตั้ง สภาอุณาโมแดง (สภากาชาด)  ขึ้น โดยมีสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ  ทรงเป็นสภานายิกาพระองค์แรก

 และคุณหญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์  เป็นเลขานุการิณี

                                            ทรงสร้าง พระที่นั่งอนันตสมาคม  ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440  เพื่อใช้เป็นท้องพระโรง และเพื่อประกอบการพระราชพิธีต่างๆ

ตามพระราชประเพณี

                                            ทรงออกหนังสือสำคัญสำหรับการครอบครองที่ดินเป็นครั้งแรก ซึ่งเรียกว่า “ตราจอง”  ซึ่งต่อมาเรียกว่า “โฉนด”

                                            เริ่ม การประปา ขึ้นเป็นครั้งแรก  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452  โดยจัดตั้งสำนักงานประปาแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นที่

 สะพานดำ  

                                            ทรงสร้างวัดเบญจมบพิศ ขึ้น อันหมายถึงวัดพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น  โดยก่อสร้างด้วย

หินอ่อน และใช้ศิลปลวดลายแบบไทย  ให้จำลองพระพุทธชินราช จากจังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นพระประธานในอุโบสถวัดเบญจมบพิศ

การทหาร

                                            พระองค์ได้ทรงเร่งปฏิรูปทางการทหารให้ทันสมัย เลียนแบบยุโรป ได้ส่งราชโอรสไปศึกษาวิชาทหารที่ยุโรป  มีการปรับ

ปรุงยุทธวิธีทางการทหาร  ยุบ ตั้ง กรมกองต่างๆ เพิ่มขึ้นรวม 9 กรม  เป็นกรมทหารบก 7 กรม  และกรมทหารเรือ 2 กรม

                                            พ.ศ. 2430  ได้ตั้งกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่บัญชาการรบทางทหารทั่วไป

สงครามปราบฮ่อ

                                            การทำสงครามปราบฮ่อ  มีทั้งหมด 4 ครั้ง คือ

                                            ครั่งที่ 1     ฮ่อ คือ พวกจีนที่ได้ก่อตั้ง ก๊กไทเผ็ง ทำกบฏเพื่อแย่งชิงบรรลังค์จีน  แต่ฝ่ายแพ้จึงต้องพากันหนี้เข้ามาอาศัย

อยู่ในประเทศไทยตอนบน บริเวณชายแดนทางเหนือของประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย)  ซึ่งพวกฮ่อเหล่านี้ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระราชอำนาจ

ของพระองค์ จึงได้ส่ง พระยามหาอำมาตย์ เป็นแม่ทัพที่ 1    เจ้าพระยาพิชัย เป็นทัพที่ 2  เจ้าพระยาภูธราภัย  เป็นทัพที่ 3  เข้าตึพวกฮ่อจนแตก

หนีไปจากชายแดนไทย

                                            ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2421  โปรดให้กองทัพหัวเมืองทางเหนือยกไปก่อน  ภายหลังได้ให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช

 ซึ่งขณะนั้นเป็น พระยาวัชรานุกูล เป็นทัพหนุน แต่ปราบพวกฮ่อไม่สำเร็จ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชถูกกระสุนปืนของพวกฮ่อ ต้องถอยทัพกลับคืน

                                            ครั้งที่ 3   เมื่อ พ.ศ. 2428  โปรดให้กรมหลวงพระจักษ์ศิลปคม  ซึ่งขณะนั้นยังเป็นกรมหมื่นเป็นแม่ทัพที่ 1 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีซึ่งขณะนั้นเป็น เจ้หมื่นไวยวรนารถ  เป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองหลวงพระบางเป็นทัพที่ 2  การรบครั้งนี้พวกฮ่อต้อง

พ่ายแพ้อีกครั้งหนึ่ง ทำให้พวกฮ่อได้ยินยอมอ่อนน้อมต่อประเทศไทย

                                            ครั้งที่ 4  พวกฮ่อเผาเมืองหลวงพระบาง  ได้โปรดฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ยกกองทัพไปปราบจนพวกฮ่อแตกหนีไป

                                            กบฎผีบุญ   เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2444  ที่จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งอยู่ในมณฑลอิสาน  ผีบุญอ้างตนเป็นผู้วิเศษกลับขาติมาเกิด  ประพฤติตนถือศีล  นุ่งขาวห่มขาว ได้ชักชวนชาวบ้านเป็นพรรคพวกจัดตั้งกองกำลีงใหญ่มีการฝึกอายุธ ข่มขู่และฆ่าชาวบ้านที่ไม่ยอมเป็นพวกด้วย ทางการทราบข่าวจึงส่งกองทัพลวงไปปราบจนสงบ  นอกจากกบฏผีบุญแล้ว  ยังมี .กบฎพระยาแขก

ซึ่งเมืองต่างๆ 7 หัวเมืองมาลายู ซึ่งถูกปราปรามได้สำเร็จ

การเสด็จประพาส

                                            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศใน

ยุโรปหลายครั้ง  เช่น สิงคโปร์  ชวา  อินเดีย  พม่า  มลายู  รัสเซีย  อังกฤษ  ฝรั่งเศส  เยอรมันนี  อิตาลี  ออสเตรีย  ฮังการี  โปรตุเกส  สเปน

เป็นต้น    นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงได้ เสด็จประพาสต้น  เป็นการส่วนพระองค์เป็นพระองค์แรก และ

เป็นครั้งแรกที่ พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จออกเยี่ยมประชาชน เพื่อดูแลความเป็นอยู่อย่างใก้ลชิด โดยการเสด็จไปอย่างสามัญชน ร่วมทั้งคณะ

ผู้ติดตามเสด็จทุกคนด้วย

ด้านวรรณกรรม

                                            วรรณกรรมไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับกิจการด้านอื่นๆ  เพราะทั้งพระมหากษัตริย์  พระราชวงศ์   ข้าราชการ  ตลอดจนประชาชนทั่วไป  นิยมอ่านหนังสือและแต่งหนังสือมาก  โดยเฉพาะประเภทร้อยแก้วมากกว่าสมัยใดๆ   ในรัชกาลที่ 5 นี้ นับว่าเป็นยุดสิ้นสุดวรรณกรรมแบบร้อยกรอง  และเริ่มต้นวรรรณกรรมแบบร้อยแก้ว  บทพระราชนิพนธ์สำคัญของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น  สารคดีท่องเที่ยว  จดหมายเหตุรายวัน  พระราชพิธีสิบสองเดือน  ไกลบ้าน  เงาะป่า

                                            กวีสำคัญในสมัยนี้ได้แก่ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร)  ผู้แต่งหนังืสอแบบเรียน    กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  ผู้แต่บทละครเรื่อง “สาวเครื่อฟ้า”   กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  และ  เฑียนวรรณ

เสด็จสวรรคต

                                            เมื่อวันที่ 18 เมษายน ถึง 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2453  ได้ปรากฏ ดาวหางฮอลเลย์  ขึ้น และเห็นได้ชัดเจนในประเทศไทย  ทำให้มีเสียงโจษขานกันต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองและพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อถึงวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต  ประชาชนชาวไทยได้พร้อมใจกันยกย่องและถวายพระนามพระองค์ท่านเป็น  “พระปิยะมหาราช”

 

                                            ดาวหาง.ฮอลเลย์  ถูกค้นพบโดยนาย เอ็ดมันต์ ฮอลเลย์  เมื่อปี พ.ศ. 2225  พบว่าเป็นดาวหางที่มีวงโครจรที่แน่นอน จะโครจรเข้ามาใกล้โลกทุกๆ 76 ปี คือครั้งแรกเมื่อที่พบในปี พ.ศ. 2225 ต่อมาคื่อปี พ.ศ. 2301  2377  2453  2529 และจะเห็นได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2605

กล่องข้อความ: Home     ถิ่นกำเนิด     โยนกเชียงแสน     ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา     สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี      รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5     ร.6    ร.7    ร.8    ยุคปัจจุบัน







                                                                                      

 

                           www.S_Pinthong@Wattano.ac.th        www.S_Pinthong@Hotmail.com        ICQ # 269-598-678     Tel. 0-9854-0383