กล่องข้อความ: กลุ่มสาระสังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ  จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเชียงใหม่   เขต 1   โทร.0-5327-6430    www.Wattano.ac.th

 

 


  

กล่องข้อความ: Home       ถิ่นกำเนิด      โยนกเชียงแสน      ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา      สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี      รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5    ร.6     ร.7    ร.8   ยุคปัจจุบัน 

 

                                                                     อาณาจักรศรีวิชัย

 

                                            อาณาจักรศรีวิชัย  ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 11 หรือ 12  สิ้นสุดลงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 18 – 19

  เป็นรัฐชายฝั่งทะเลที่มีอิทธิพลการค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับเมืองจีน  รวมทั้งการค้าระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย

                                            จุดเริ่มต้นของอาณาจักรศรีวิชัยมาจากการอ่านศิลาจารึกหลักที่ 23  ซึ่งมีศักราชกำกับว่าเป็นพุทธศักราช 1318

  ที่พบทางภาคใต้ของประเทศไทยในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือสุราษฎร์ธานี  จารึกมีข้อความที่กล่าวถึง “พระเจ้ากรุงศรีวิชัย”  และ

เมื่อนำไปประกอบกับบันทึกของภิกษุอี้จิง (I-Ching)  ซึ่งได้เดินทางโดยทางเรือจากเมืองกวางตุ้งมาศึกษาพระธรรมวินัยในปี พ.ศ. 1214 

ได้กล่าวว่า เมื่อเดินทางเรือมาได้ 20 วัน ได้แวะอาณาจักรโฟซิ (Fo-Shih)  ท่านได้แวะศึกษาไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตอยู่ 6 เดือนก่อนที่จะ

เดินทางไปอินเดีย  หลังจากศึกษาที่อินเดียอยู่ 10 ปี  ได้กลับมาที่โฟซิอีกครั้ง  ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นอาณาจักร ซิลิโฟซิ (Shih-li-Fo-Shih)

  ไปแล้ว  ศาสตราจารย์ยอร์จ  เซเดย์  สรุปว่าอาณาจักรเซลิโฟซิ ก็คือ อาณาจักรศรีวิชัย อันเป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีอำนาจทางการเมืองมั่นคง

 มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมหมู่เกาะต่างๆ บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์  ตลอดขึ้นมาถึงดินแดนบางส่วนของคาบสมุทร  โดยมี

ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง  เกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย

                                            นักโบราณคดีหลายท่านมีความเห็นสอดคล้องกับศาสตราจารย์ยอร์จ  เซเดย์  เนื่องจากได้พบศิลาจารึก 8 หลัก

บนเกาะสุมาตรา  มีอยู่ 2 หลัก กำหนดอายุในช่วงเดียวกับการเดินทางมาถึงของภิกษุอี้จิง  อย่างไรก็ตามนักวิชาการ เช่น ราเมชจันทร์  มาชุมดาร์ ควอริทช์-เวลส์  และหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ  รัชนี  มีความเห็นว่า ศูนย์กลางของศรีวิชัยควรจะอยู่บนคาบสมุทรมาเลย์  โดยเฉพาะหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ  รัชนี  มีความเห็นว่าจารึกที่กล่าวถึงอาณาจักรศรีวิชัยที่พบที่ไชยา สุราษฎร์ธานี นั้น เป็นจารึกภาษาสันสกฤต ซึ่งตรงกับบันทึกของภิกษุอี้จิง  ในขณะที่จารึกที่พบบนเกาะสุมาตราเป็นภาษามลายูโบราณ และเมื่อพิจารณาถึงการเดินเรือเพียง 20 วัน ของภิกษุอี้จิง ควรถึงเมืองไชยา สุราษฎร์ธานี และคงไม่ผ่านเส้นศูนย์สูตรไปถึงเกาะสุมาตรารวมทั้งทางภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้พบโบราณวัตถุ โบราณสถาน ซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า “ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย” กำหนดอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-18

                                                ลักษณะศิลปแบบศรีวิชัยส่วนมากเป็นศิลปที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน  จึงมักพบพระรูปพระโพธิสัตว์  เช่น  พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  พระศรีอายิยเมตไตรยโพธิสัตว์  พระโพธิสัตว์ไวโรจนะ  และศิลปวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ในลัทธิไวษณพนิกาย  นอกจากนั้นยังพบร่องรอยของสถาปัตยกรรมตลอดจนโบราณสถานทั้งในปาเล็มบัง  เกาะสุมาตรา  และคาบสมุทรมาเลย์ทางภาคใต้ของประเทศไทย

                                            จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโดยกว้างจากปาเล็มบัง  เกาะสุมาตรา  อินโดนีเซีย  มาจนถึงคาบสมุทรมาเลย์  และทางภาคใต้

ของประเทศไทย ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับศรีวิชัยคือ “ศรีวิชัย” ไม่ใช่ชื่ออาณาจักรที่มีศูนย์กลางของอำนาจในทางการเมืองและควบคุมเศรษฐกิจอยู่เมืองใดเมือง

หนึงเพียงแห่งเดียว  แต่ศรีวิชัยเป็นชื่อกว้างๆ ทางศิลปะ และวัฒนธรรมของบ้านเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าทางทะเลแถบคาบสมุทร  กลุ่มบ้านเมืองหรือ

แว่นแคว้นต่างๆ เหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกันคือ การนับถือพุทธศาสนามหายานและมีรูปแบบศิลปกรรมแบบศรีวิชัยเช่นเดียวกัน  แว่นแค้วนและบ้านเมืองทั้ง

บนผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเกี่ยวข้องกันในลักษณะของสหพันธรัฐที่มีศูนย์กลางอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันแปรทางเศรษฐกิจ

                                            ความสำคัญของศรีวิชัยที่ปรากฏจากจดหมายเหตุของจีนสมัยราชวงศ์ถังคือ เป็นศูนย์กลางการค้าขายสินค้าข้ามสมุทรทางฝั่งทะเล

ตะวันตกและตะวันออก  ผ่านช่องแคบมะละกา  ดังนั้นจึงได้พบ ลูกปัดจากดินแดนทางตะวันตกและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง  ซึ่งพบเรื่อยลงมาทั้งที่เกาะ

สุมาตราและทางภาคใต้ของประเทศไทย  แต่ในที่สุดความรุ่งเรืองทางการค้าของศรีวิชัยก็ลดลงเมื่อจีนได้พัฒนาเรือที่ค้าขายและทำการค้าขายโดยตรงกับบ้าน

เมืองที่อยู่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16  และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ทำให้เมืองทางแถบคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทยรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

                                            ศูนย์กลางของศรีวิชัยอยุ่ที่เมืองใด เป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ  อาจมีหลายเมืองสืบต่อกันและเมืองหลวงแห่งแรกคือ ปาเลมบัง  เมืองปาเลมบังตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของเกาะสุมาตรา มีแม่น้ำมูสีไหลผ่านตัวเมืองเข้าไปจนถึงแผ่นดินภายในเกาะ  สภาพเช่นนี้ ทำให้ปาเลมบังเป็นเมืองท่าที่เหมาะสม  สำหรับการขนถ่ายสินค้าจากภายในแผ่นดินออกสู่ทะเล  ดังนั้นศรีวิชัยจึงสามารถครอบครองช่องแคบมะละกา  ตลอดจนรัฐในคาบสมุทรมลายูทั้งหมด  รวมทั้งลังกาสุคะที่ร่วมสมัยกัน

                                            โอ ดับเบิลยู โวลเตอร์   ชาวอเมริกันผู้เชียวชาญประวัติศาสตร์โบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้เสนอว่า  เมืองปาเลมบังเป็นศูนย์กลางของศรีวิชัย  เพราะจากการศึกษาทางโบราณคดีพบเมืองโบราณ มีคูน้ำล้อมพระราชวัง  มีร่องรอยการค้าต่างประเทศคือ  ถ้วยชามกระเบื้องสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ้องตอนต้นของจีน  บริเวณภูเขาบูกิตซีกุนตัง   และมีจารึกของชาวอินโดนีเซียตั้งแต่ พ.ศ.1225  ที่จารึกไว้ว่ามีแคว้นศรีวิชัยตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านกะรังอันยาร์  ซึ่งอยู่ทางฝ่างด้านเหนือของแม่น้ำมูกับเมืองปาเลมบัง  และในจดหมายเหตุของมาเลย์ก็บันทึกไว้ว่าหมู่บ้านกะรังอันยาร์เป็นถิ่นกำเนิดของผู่ก่อตั้งรัฐมะละกา

                                            เคยมีการตีความกันว่าเมืองนครศรีธรรมราช  อาจเป็นเมืองหลวงของศรีธรรมราช  อาจเป็นเมืองหลวงของศรีวิชัย  เพราะใน พ.ศ. 1318 มีการฝังเสาหินจารึกยอพระเกียรติของศรีวิชัย ที่เมืองนครศรีธรรมราช  แต่นักประวัติศาสตร์คนไทยได้คัดค้าน อ้างว่า ศิลาจารึกตันจอ  และบันทึกของชาวจูเกาะ  ซึ่งตีความได้ว่านครศรีธรรมราชเป็นเพียงเมืองขึ้นของศรีวิชัย  และนครศรีธรรมราชคือแคว้นตามพรลิงค์  และยังได้คัดค้านประเด็นที่ว่าเมืองหลวงของศรีวิชัย  อยู่ที่เมืองปาเลมบัง  โดยได้อ้างบันทึกของพระภิกษุจีนชื่อ อิจิง  ที่บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 1214 - 1238  โดยเดินทางมากับเรือพ่อค้าชาวเปอร์เซียจากกวางตุ้งได้  20  วัน  ก็มาถึงเมือง โฟซิ  ถึงเมืองไชยา  แล้วพักอยู่  6  เดือน  เพื่อเรียนภาษาสันสกฤตแล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองโบราณชื่อเมือง โมโลยู  หรือมาลายู อยู่เกาะกลางสุมาตรา พักอยู่  2  เดือน  เพื่อรอลมเปลี่ยนทิศทาง  แล้วแล่นเรือกลับผ่านช่องแคบมะละกา  15  วัน  ก็ถึงเมืองเกียขะ หรือเคดาร์ (ไทรบุรี)  จากนั้นก็ข้ามมหาสมุทรไปอินเดีย  จากบันทึกนี้แสดงว่าพระภิกษุอิจิงไม่เคยลงไปถึงเมืองปาเลมบัง  แต่พักอยู่ที่เมืองไชยาซึ่งเป็นเมืองสำคัญและยังมีร่องรอยทางโบราณคดี  โบราณสถานอีกมากมายที่แสดงถึงวัฒนธรรมของศรีวิชัย จนทำให้เชื่อว่าเมืองไชยาคือเมืองหลวงของศรีวิชัย

                                            ศูนย์กลางของศรีวิชัยจึงเป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ  แต่กระนั้นบริเวณคาบสมุทรมลายูก็เป็นส่วนหนึ่งของศรีวิชัยและเป็นศูนย์กลาง

การค้าทางทะเลที่มีชื่อเสียงมาก  มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม  ประชาชนนับถือศาสนาพุทธมหายานและศาสนาพราหมณ์  ร่องรอยที่เหลือไว้คือโบราณสถาน

และโบราณวัตถุ  ทางด้านสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงคือ พระบรมธาตุไชยา เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงมณฑปและเจดีย์ศรีวิชัยที่วัดแก้ว ในอำเภอไชยา

  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  นอกจากนั้นยังมีที่จังหวัดพัทลุง  สงขลา  นครศรีธรรมราช  และพังงา  เป็นต้น  ส่วนตอนบนของประเทศไทยมีร่องรอยแสดงว่าอิทธิพล

ของศรีวิชัยได้แพร่ขึ้นไปอาจเป็นเพราะเมื่อครั้งสมัยสุโขทัยตอนต้นๆ  ได้รับเอาพุทธศาสนาและศิลปกรรมไปจากเมืองนครศรีธรรมราช  ทำให้มีสถาปัตยกรรม

แบบศรีวิชัย  ที่จังหวัดสวรรคโลก  คือ มณฑปวัดเจดีย์เจ็ดแถว  และเจดีย์ในวัดมหาธาตุ  จังหวัดสุโขทัย  รวมทั้งเจดีย์องค์เล็กในวัดพระธาตุ      หริภุญชัย เป็นต้น

                                            ทางด้านประติมากรรมมีพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  พบที่วัดมหาธาตุ  อำเภอไชยา มีพระพิมพ์ดินดิบปาง

ต่างๆ พระพิมพ์ติดแผ่นเงินแผ่นทองทางด้านศาสนาพราหมณ์ได้แก่ เทวรูปพระมาลาแขก   เทวรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เป็นต้น

                                            เครื่องมือเครื่องใช้มีเครื่องปั้นดินเผาทำเป็นภาชนะหม้อไห  ใช้สีเขียนลวดลายและทำเป็นแบบลูกจันทร์นูนขึ้นมาประดับลวดลายอื่นๆ  มีลูกปัดทำเป็นเครื่องประดับ มีเงินกลมใช้เรียกว่า นะโม และเงินเหรียญชนิดหนาใช้แลกเปลี่ยนด้วย  มีตราดอกจันทร์อยู่ด้านหนึ่งอีกด้านหนึ่งมีตัวอักษรสันสกฤตเขียนไว้ว่า “วร” ประดับอยู่

                                            ราชวงศ์ที่ปกครองศรีวิชัยคือราชวงศ์ไศเลนทร์  ปกครองตลอดทั่วไปในแหลมมลายูลงไปถึงเกาะต่างๆ ศรีวิชัยมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพราะสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้  เรือที่ผ่านไปมาต้องแวะพักจอดเรือตามเมืองท่าต่างๆ ของแค้วนศรีวิชัย

                                            ศรีวิชัยมีความสัมพันธ์กับประเทศจีนเป็นอย่างดี  มีการส่งคณะทูตไปเจริญสัมพนธ์ไมตรีกับจีนเป็นระยะๆ  ประมาณ  12  ครั้ง  และใน พ.ศ. 1536 เคยขอความช่วยเหลือจากจีนให้ช่วยปราบกองทัพของชวาที่ยกมารุกราน  และใน พ.ศ. 1550 ศรีวิชัยได้ทำสงครามกับแคว้นมะทะรัม ซึ่งอยู่ในชวากลาง  และได้รับชัยชนะจึงมีอำนาจเหนือมะทะรัม

                                            กลางพุทธศตวรรษที่ 16  ทำสงครามกับพวกโจละ (Chola อยู่ทางตะวันออกของอินเดีย)  เพราะโจละ จะเข้าแย่งชิงผล

ประโยชน์ทางการค้าแถบแหลมมลายูไปจากศรีวิชัย  การรบดำเนินมาหลายปี ที่สำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 1568  แถบเมืองตักโกละ (ตะกั่วป่า หรือ ตรัง)

 เคดาห์ ตูมาสิก (สิงคโปร์)  ลังกาสุคะ นครศรีธรรมราช  ไชยา แม้จะยึดครองศรีวิชัยไม่ได้แต่สงครามครั้งนี้มีผลให้บรรดาเมืองต่างๆ ที่เคยขึ้นต่อแคว้น

ศรีวิชัยกระด้างกระเดื่องจนถึงขั้นยกทัพมาชิงดินแดนบางแห่ง เช่น พระเจ้าไอร์ลังคะ แห่งแคว้นเคดีรีในชวาตะวันออก ผลจากการทำสงครามกับโจละ

ทำให้ศูนย์กลางจากศรีวิชัยย้ายจากเมืองไชยาไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช  ต่อมาอำนาจทางการปกครองของศรีวิชัย  เปลี่ยนจากราชวงศ์ไศเลนทร์ไป

เป็นราชวงศ์ปทุมวงศ์  กษัตริย์ของศรีวิชัยราชวงศ์ใหม่พยายามรักษาอิทธิพลบนแหลมมลายูไว้ รวมทั้งช่องแคบและหมู่เกาะ

                                            ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 – 19  ศรีวิชัยเสื่อมอำนาจลงมาก เพราะเกิดจลาจลในคาบสมุทรมลายู และมีแคว้นคู่แข่งเกิดขึ้น

2         แห่งคือ ในชวาตะวันออกมีแคว้น เคดีรี  ส่วนทางเหนือมีอาณาจักรสุโขทัย  ซึ่งราชวงศ์มองโกล (พ.ศ. 1803 – 1911)  ของจีนให้การสนับสนุน

เคดีรีเขายึดครองบางส่วนของศรีวิชัย คือดินแดนบางส่วนในอินโดนีเซียปัจจุบันไว้  ต่อมาได้สูญเสียคาบสมุทรมลายูให้กับอาณาจักรสุโขทัยที่ยึดนครศรีธรรมราชได้  แล้วสุโขทัยได้แผ่ขยายอำนาจลงมาเรื่อยๆ  ศรีวิชัยจึงสลายลงโดยปรากฏจากหลักฐานของมาร์โคโปโล นักสำรวจชาวเวนิส ใน พ.ศ. 1835  ที่แวะเยือนสุมาตราระหว่างเดินทางกลับจากจีน หลังจากที่อยู่ที่จีนได้  17  ปี  มาร์โคโปโลไม่ได้บันทึกเรื่องราวของศรีวิชัยเลย  กล่าวแต่ว่ามีแคว้นเล็ก  8  แห่ง  จึงตีความได้ว่าศรีวิชัยอาจแตกเป็นแคว้นต่างๆ หรือเมืองต่างๆ  8  แห่ง  โดยแต่ละเมืองมีกษัตริย์ปกครอง

                                            พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นบ้านเมืองและแคว้นหรือรัฐร่วมสมัยอาณาจักรศรีวิชัย (สุจิตต์  วงษ์เทศ และคณะ, 2531 : 58-70)  คือ แคว้นไชยา  มีขอบเขตตั้งแต่อำเภอท่าชนะ  อำเภอไชยา  อำเภอเมือง  และอำเภออื่นๆ ในเขตจังหวัดสัราษฎร์ธานี  มีไชยาเป็นศูนย์กลาง  พบศาสนสถานและศิลปกรรมหลายแห่ง เช่น ที่วัดแก้วไชยา  พระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ แคว้นนครศรีธรรมราช มีขอบเขตในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อที่ปรากฏตามหลักฐานและเอกสารต่างๆ คือ “ตามพรลิงค์” แคว้นสทิงพระ มีขอบเขตจากบริเวณรอบทะเลสาบสงขลาถึงจังหวัดพัทลุง  พบร่องรอยโบราณศิลปวัตถุที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา แคว้นปัตตานีมีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา พบร่องรอยเมืองท่าทีสำคัญคือ ตรังและเมืองตะกั่วป่า

 

กล่องข้อความ: Home       ถิ่นกำเนิด      โยนกเชียงแสน      ทวารวดี     ศรีวิชัย      ล้านนา      สุโขทัย       อยุธยา       ธนบุรี      รัตนโกสินทร์     ร.1     ร.2     ร.3     ร.4     ร.5    ร.6     ร.7    ร.8   ยุคปัจจุบัน
 

 


www.S_Pinthong@Wattano.ac.th        www.S_Pinthong@Hotmail.com        ICQ # 269-5983-678     Tel. 0-9854-0383